เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

วนอุทยานภูลังกา พะเยา 19 ธ.ค. 2560

Like Tweet

ตามล่าหาทะเลหมอกที่พะเยา

เข้าปลายปีแบบนี้ ผมว่าสิ่งที่ทุกคนคิดถึงอันดับแรกๆ น่าจะเป็นอากาศหนาวและทะเลหมอก

นี่คือสาเหตุที่ผมจะพาทุกคนไปตามล่าหา ทะเลหมอก ที่จังหวัดพะเยากัน ครับ

ทะเลหมอกที่นี่ คือ วนอุทยานภูลังกา ภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกตาที่ถูกหมอกสีขาวลอยโอบล้อม สะท้อนกับแสงสีทองของพระอาทิตย์ในช่วงเช้านี่สวยสุดจริงๆ

 แต่เท่านั้นยังไม่พอ อุตส่าห์ได้มาเที่ยวทั้งที ผมจะบอกเลยว่า…พะเยาไม่ได้มีดีแค่ทะเลหมอกนะครับ แต่!

พะเยายังโรแมนติกมากกกกกกก (ก ไก่ล้านตัว) อีกด้วยนะครับ ไปครับ ไปทำความรู้จัก พะเยา เมืองเล็กๆ ทางภาคเหนือที่ไม่ได้มีแค่กว๊านพะเยา หรือทะเลสาบน้ำจืดอย่างที่ทุกคนเคยรู้จัก

ไปเที่ยวกันครับ #นาย1081009 #ที่เที่ยวหน้าหนาว #พะเยา  

การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการนั่งเครื่องบินไปลงเชียงราย เพราะพะเยาไม่มีสนามบิน จากนั้นก็เช่ารถขับไปทางอำเภอเทิง ผ่านอำเภอเชียงคำของพะเยา กว่าจะถึงตัวเมืองก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

เส้นทางนี้วิวสวยมาก เราจะผ่านทุ่งนา ลมพัดดอกหญ้าปลิวสวย มีควันลอยจางๆ (แต่เดี๋ยวววว นั่นยังไม่ใช่ทะเลหมอก เขาเผาหญ้าฮะ 555)

อำเภอเชียงคำมีวัดที่สวยมากอยู่แห่งหนึ่งชื่อ วัดนันตาราม เป็นวัดไทยใหญ่แห่งเดียวในพะเยา สร้างจากไม้สักทั้งหลัง จุดเด่นคือหลังคาหลายๆ ชั้นซ้อนลดหลั่นกัน เราขับผ่านเส้นทางนี้จึงแวะไหว้พระที่นี่ก่อน

เมื่อเข้ามาด้านในจะพบกับพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้สักทอง ทรงเครื่องแบบไทยใหญ่

ศิลปะการตกแต่งทั้งด้านนอกและด้านใน จะเป็นโทนเข้มๆ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ประณีตสุดๆ ยิ่งเพิ่มบรรยากาศให้วัดดูขลัง สงบ และศักดิ์สิทธิ์

พอเริ่มเข้าตัวเมืองแล้วเราแวะหาอะไรกินกันก่อน ร้าน “น้ำเงี้ยวไฮโซ” นี่เขาเด็ดมาก ร้านอยู่ติดถนนใหญ่ เลยแม็คโครมานิดเดียว เห็นด้านนอกตกแต่งแบบล้านนาร่วมสมัยแบบนี้ ก็รู้เลยว่าข้างในต้องมีอาหารเหนืออร่อยๆ แน่

เริ่มที่ข้าวซอยน่องไก่ อื้อหือ...น้ำแกงหวานกะทิข้น รสชาติเข้มกำลังดีแต่ไม่เผ็ด น่องไก่ชิ้นใหญ่มากกกก

เมนูน้ำเงี้ยวของร้านนี้มีหลากหลายมาก นอกจากน้ำเงี้ยวหมูยอชามนี้แล้วก็ยังมีน้ำเงี้ยวทะเล น้ำเงี้ยวกระดูกอ่อน น้ำเงี้ยวซูเปอร์ และน้ำเงี้ยวรสชาติดั้งเดิมที่จะมีกลิ่นถั่วเน่าที่เป็นเอกลักษณ์

ถ้าใครยังไม่รู้จักถั่วเน่านะครับ ถั่วเน่าคือวิธีการถนอมอาหารชนิดหนึ่งของชาวล้านนาทางภาคเหนือ รสชาติเค็มๆ ส่วนใหญ่จะใช้แทนกะปิ ใครที่ยังไม่เคยลอง ลองดูสักครั้งครับแล้วจะติดใจเหมือนผม

ข้าวกั้นจิ้นทรงเครื่อง จานใหญ่จริงอะไรจริง เป็นเมนูของชาวไทยใหญ่ที่แพร่หลายในล้านนา หอมกระเทียมเจียว มาพร้อมหมูยอและไข่ต้มผ่าครึ่ง ไม่อิ่มให้รู้ไป

อิ่มแล้วเราแวะไหว้พระต่ออีกแห่ง วัดอนาลโยทิพยาราม หรือดอยบุษราคัม ที่อยู่ในคำขวัญของจังหวัดพะเยาด้วย และนี่คือซุ้มประตูบันไดพญานาค ทางเดินขึ้นวัด ขนาบข้างด้วยป่าไม้ร่มรื่น

สร้างเป็นลักษณะคล้ายปราสาทหินโบราณ

บันไดมีประมาณ 200 ขั้น ถ้าเดินไม่ไหว หรือมีเวลาไม่เยอะ ก็สามารถขับรถขึ้นไป หรือจะเรียกใช้รถบริการของชาวบ้านที่ตั้งซุ้มอยู่ตรงร้านขายของด้านล่าง เหมาให้เขาพาไปเที่ยวๆ หลายจุดก็ได้ เช่น ม่อนพระนอน พุทธคยาจำลอง ศาลเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว พระพุทธลีลา วิหารพระเจ้าทันใจ พระตำหนักภูตะวัน วิหารพระแก้วมรกต

เป็นวัดที่มีการแกะสลักลวดลายได้สวยงามมาก

ด้วยความที่อยู่บนภูเขาสูง ที่วัดจึงมีจุดชมวิวที่สามารถมองลงไปเห็นกว๊านพะเยาและตัวเมืองแบบ 360 องศา

เย็นวันแรก ผมเหนื่อยจากการเดินทาง ก็เลยตรงเข้าที่พักไปก่อน ทริปนี้ผมมาพัก homestay ที่เป็นเหมือนฟาร์มเล็กๆ ชื่อบ้าน “ม่อนสามเคียน” อยู่ในตัวเมืองแต่เงียบสงบมาก

ดูบ้านสิครับ เก๋ขนาดนี้ เจ้าของบ้านต้องไม่ธรรมดา เขาเป็นวิศวกรที่คิดและออกแบบบ้านด้วยตัวเอง ร่วมกับเพื่อนที่เป็นสถาปนิก โดยมีแนวคิดให้คนได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด

ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน มีร้านกาแฟชื่อ Mr.Handsome ซึ่งออกแบบได้เท่มาก เย็นวันนั้นผมก็ทานอาหารที่นี่แหละ แอบกระซิบว่าเครื่องดื่มเขาหลากหลายมาก ขนมก็อร่อยด้วย

ม่อนสามเคียนยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เราทำ อย่างเช่น ขี่ม้า ก่อไฟแคมปิ้ง พายเรือเล่นในคลอง หรือไม่ก็วิ่งเล่นกับหมาตัวใหญ่เจ้าถิ่น

และแล้วช่วงเวลาสำคัญก็มาถึง เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นก่อนตี 4 และออกจากที่พักมุ่งหน้าไปภูลังกา ภูเขาสูงชันที่อยู่ในเทือกเขาสันปันน้ำ เพื่อไปตามหาทะเลหมอก วิวข้างทางระหว่างขับรถก็เริ่มเห็นหมอกบ้างแล้ว เอาล่ะ! มาลุ้นกันดีกว่าว่าวันนี้จะมีหมอกให้เราดูเยอะแค่ไหน

หมอกเริ่มมาแล้วครับ จุดเช็คอินของเราคือร้านกาแฟ Magic Mountain เขาว่าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยมากๆ จุดหนึ่ง วิวเดียวกับภูลังการีสอร์ท โดยมีที่จอดรถสะดวกสบาย และมีกาแฟอุ่นๆ ให้ดื่มแก้หนาว  

ผมนั่งรอให้ทะเลหมอกมันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่เจ้าของร้านกาแฟบอกว่า วันนี้ลมค่อนข้างแรง หมอกไม่น่าจะฟูนุ่มเหมือนทุกๆ วัน (เอ๊า...ทำไมต้องเป็นวันเน้!)

รอไปเรื่อยๆ หมอกก็มาเท่านี้ครับ (สงสัยวันนี้คนทำหมอกไม่ทำงาน ฮ่าๆ) แต่มันก็ดูสดชื่นสบายตาอยู่ดีแหละ

สำหรับทางเลือกอื่นในการหาจุดดูทะเลหมอก ก็ยังมีที่ยอดดอยของวนอุทยานภูลังกา เช่น ดอยภูลังกาที่มองเห็นฝั่งลาวได้ด้วยดอยภูนมที่สามารถชมวิวได้ 360 องศา หรือดอยหัวลิงที่เป็นหน้าผาสูงชัน เหมาะไปชมพระอาทิตย์ขึ้น แต่แนะนำให้ใช้รถโฟร์วีลล์ขึ้นไป เพราะทางชันมาก และในวนอุทยานก็ไม่มีบ้านพัก นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาค้างคืนต้องนำเต็นท์ขึ้นไปเอง โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่วนอุทยานภูลังกาโดยตรง

วันนี้หมอกไม่เยอะไม่เป็นไร ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เรามาฟินกับไข่กระทะ กาแฟ และวิวพระอาทิตย์ขึ้นตรงหน้ากันดีกว่า

ลงจากภูลังกามานิดเดียว ด้านล่างคือศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า สร้างขึ้นเพื่อจัดสรรพื้นที่ดินทำกินให้กับชาวเขาในพื้นที่ และส่งเสริมให้ปลูกผักผลไม้เมืองหนาว ใครมาแวะที่นี่ก็จะได้ชิมผักผลไม้สดๆ

แปลงผักในโรงเรือนมีหลายชนิด เช่นคะน้าฮ่องกง คะน้ายอด มะเขือเทศ รวมไปถึงไม้ผลอย่างอะโวคาโด เสาวรสหวาน และพวกไม้ดอกไม้ประดับอย่างฟักทองยักษ์

อยากชิมก็เข้าไปที่ร้านอาหารเพื่อสุขภาพภายในโครงการได้เลย และนี่ก็คือมื้อเช้าของเราครับ

ที่นี่มีบ้านพักด้วยนะ ทั้งหมด 4 หลัง 6 ห้อง รองรับได้ 20 คน

อย่าลืมแวะไปชมวิถีชีวิตของชนเผ่าม้งที่หมู่บ้านสิบสองพัฒนา และบ้านปางค่าเหนือ

ซื้อของที่ระลึกกลับไปฝากคนที่บ้านกันหน่อย พวกผ้าปักชนเผ่าเมี่ยน เครื่องเงิน หรือจะเอาเสื้อผ้าแบบม้งไปลองใส่ก็เกร๋ๆ น้า

มาต่อกันที่น้ำตกภูซาง อยู่ในอุทยานแห่งชาติภูซาง ความพิเศษคือเป็นน้ำตกอุ่นแห่งเดียวในประเทศไทย

ฟังไม่ผิดครับ น้ำที่กำลังไหลตกลงมาจากหน้าผาที่เห็นนั่น อุณหภูมิประมาณ 35-36 องศา ถ้าไปยืนอาบก็จะรู้สึกเหมือนกำลังอาบน้ำอุ่นจากฝักบัว แต่น้ำที่ตกลงมาแล้วอยู่ในแอ่งกว้างก็จะเป็นน้ำอุณหภูมิปกติ ด้วยความที่รับความเย็นจากหิน

ถ้าอยากรู้ว่าน้ำตกมันอุ่นได้ยังไง ลองเข้าไปเดินสำรวจป่าด้านใน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง

นี่ไงบ่อซับน้ำอุ่น ต้นน้ำของน้ำตกอุ่นภูซาง เกิดขึ้นตามธรรมชาติ น้ำในบ่ออุณหภูมิถึง 60 องศาเซลเซียส แถมยิ่งลึกก็ยิ่งร้อน

ผมเก็บวันสุดท้ายของทริปเอาไว้สำรวจกว๊านพะเยาครับ ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ชุกชุมไปด้วยปลาน้อยใหญ่ เป็นบึงน้ำที่โอบล้อมด้วยภูเขา

กิจกรรมน่าสนุกคือการลงไปล่องเรือกลางน้ำ หันไปเห็นคุณลุงพายเรือให้อยู่ข้างท้าย บรรยากาศสบายๆ มองออกไปเห็นภูเขาไกลๆ มีหมอกเจือบางๆ โห นี่สวรรค์ชัดๆ  บรรยากาศดีเกิ๊น

เรากำลังจะนั่งเรือไปวัดติโลกอาราม วัดศักดิ์สิทธิ์กลางน้ำอายุกว่า 500 ปีที่สร้างตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านนา เคยจมอยู่ในกว๊านพะเยาอยู่ถึง 68 ปี ตั้งแต่ปี 2482

จังหวัดพะเยาได้อัญเชิญหลวงพ่อศิลา วัดติโลกอาราม มาประดิษฐานไว้ที่จุดเดิมกลางกว๊านพะเยา และผู้คนก็นิยมล่องเรือมากราบไหว้กันมาก โดยเฉพาะวันสำคัญทางพุทธศาสนาก็จะมีการเวียนเทียนกลางน้ำรอบพระธาตุเจดีย์ด้วย

ล่องเรือพายจากท่าเรือไปถึงที่วัด ใช้เวลาไป-กลับ ประมาณ 15 นาที ค่าบริการล่องเรือคนละ 30 บาท สามารถไปล่องได้ทุกวัน 7.00-19.00 น.

หิวแล้วครับ! มาแวะร้านอร่อยริมกว๊าน ชื่อร้าน D-Day กันหน่อย

ร้านอยู่ตรงหัวมุมใกล้วงเวียน ริมกว๊านพะเยา หาง่ายมาก

มาถึงกว๊าน เราก็ต้องกินปลาจากกว๊านสิครับ นี่เลย! “ปลานิลนึ่งมะนาว” ตัวใหญ่เว่อรรร์ ขอข้าวสวยร้อนๆ สักจานมันฟินมาก

ส่วนนี่เมนูเด็ดของร้านเลย “กุ้งฝอยทอด” กรอบอร่อยกำลังดี น้ำจิ้มก็ดีงาม

และที่ไม่ควรพลาดก็คือร้านนี้เค้าทำอาหารเหนือได้อร่อยสุดๆ น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู ไส้อั่ว หมูยอ และผักสด นี่สิถึงจะบอกได้ว่ามาถึงถิ่นพะเยาแล้ว

จากนั้น เราแวะไปที่ “บ้านดินคำปู้จู้” แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน อยู่ที่ตำบลท่าวังทอง ไม่ไกลจากกว๊านพะเยาเท่าไร

ที่นี่คือบ้านของครูโชะ และครูจุ้ย สองสามีภรรยาที่รับราชการเป็นครูเทศบาลในเมืองพะเยา สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาจากดินที่ปั้นเป็นก้อน 4,000 ก้อน ใช้เวลาเตรียมการ 4 ปี และสร้างจนเสร็จใช้เวลาอีกกว่า 6 ปี จึงได้ย้ายเข้ามาอยู่จริงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ข้อดีของบ้านดินคือการได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ อากาศเย็นช่วงหน้าร้อน อากาศอุ่นตอนหน้าหนาว ส่วนพื้นที่รอบข้างก็ใช้ทำการเกษตร ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลา ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงร.9 อย่างแท้จริง

ชื่อบ้านคำปู้จู้มาจากชื่อของดอกดาวเรือง นอกจากเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว วันเสาร์-อาทิตย์ก็ยังเปิดเป็นสตูดิโอบ้านดิน ให้เด็กๆ และคนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ภูมิปัญญาและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ทำจากดิน

สำหรับคนที่อยากซื้อของฝากติดไม้ติดมือ เราแนะนำร้านนี้ “ชวาวาด” ร้านขายงานฝีมือที่ทำจากผักตบชวา

วันนั้นเราได้เจอกับคุณวาด ยาเย็น หรือป้าวาด เจ้าของร้านด้วย ผู้เริ่มต้นไอเดียเก๋เด้วยการไปตัดเก็บผักตบชวาในกว๊านพะเยา มาตากแดดให้แห้งสนิทแล้วเข้าสู่กระบวนการอบกำมะถันป้องกันเชื้อรา ก่อนนำมาตัดตกแต่งเป็นเส้นเสมอกัน ย้อมสีธรรมชาติ และสานเป็นของใช้

เสื่อ กระเป๋า จานรองแก้ว หมวก รองเท้า เสื้อผ้า หรือแม้แต่ชิ้นใหญ่อย่างโซฟาก็มี ราคาเริ่มหลักสิบไปจนถึงหลักพัน (ส่งออกไปต่างประเทศ ฝรั่งชอบกันมาก)

ชิ้นงานถูกวางไว้ตัดกับพื้นหญ้าสีเขียว เหมือนไม่เข้ากัน แต่เข้ากัน นี่สินะที่เค้าเรียกกันว่างานศิลปะ

ผมขับรถกลับออกมาที่กว๊านพะเยาอีกครั้งในตอนที่พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า

คุณลุงตกปลา

ประกายสีทองบนผืนน้ำ

ฉากจบแบบโรแมนติกของผมในทริปนี้อยู่ที่กว๊านพะเยา สัญลักษณ์ของเมือง การได้มานั่งมองภูเขาและทะเลสาบอยู่นิ่งๆ แบบนี้ โดยที่ยังมีภาพของทะเลหมอกเมื่อวานอยู่ในความทรงจำ มันเหมือน “ภาพฝัน” แต่มันคือ “ความจริง” ที่ทำให้พะเยากลายเป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากๆ สำหรับผมไปแล้วครับ

 

สนุกมั้ย มาเที่ยวกันสิ ทริปพะเยาของผมครั้งนี้ จริงๆ ตั้งใจมาเก็บทะเลหมอกทั้งหมดที่มี ของที่นี่ ! ใช่ครับ ครั้งแรก ผมก็คิดว่า ผมจะตื่นทันใช่มั้ย ไปทันหมอกหรือเปล่า แต่พอถึงเวลาและสถานที่จริงๆ ที่ผมเดินทางไปถึง ผมลืมไปเลยว่าผมมาทำอะไรที่นี่ สถานที่ทุกที่ ที่ผมวางแผนไว้ พอไปถึงบรรยากาศรอบๆ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า มันสวยนะ มันตะลึงเลย มันเงียบสงบ แต่มีพลัง (เกี่ยวมั้ยฮึ!) ท่ามกลางความเงียบสงบ วิวสวยแบบอลัง และการใช้ชีวิตช้าๆ ของคนที่นี่ ซึ่งมัดใจเราให้หลงเสน่ห์พะเยาไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าอยากรู้ว่าจะสนุกแค่ไหน เก็บกระเป๋าตามผมมาเลยครับ  แล้วจะรู้ว่าสิ่งที่พูดมา ผม ไม่ได้ โม้ !