เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

คลองปากประ พัทลุง 4 ต.ค. 2560

Like Tweet

พัทลุงยอยักษ์ หลงรักแบบไม่ยกยอ

เคยอ่านหนังสือแล้วเจอพวกฉากบรรยายธรรมชาติสวยๆ ใช้ภาษานิยายหน่อยๆ แล้วรู้สึกเหมือนมันไม่น่ามีอยู่จริงบนโลกมั๊ย …แสงอาทิตย์ตอนเช้าสาดกระทบผืนทะเลสาบใสๆ ต้นข้าวออกรวง ดอกบัวกำลังบาน ชาวบ้านนั่งเรือออกหาปลา และมีฝูงนกบินผ่านเป็นแบคกราวด์… ที่พูดมามีที่ไหนบ้าง

แอบบอกก่อนเลยว่า

การมา “พัทลุง” ครั้งนี้ทำให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีแค่ในหนังสือ ความสวยงามตรงหน้าเกิดขึ้น “จริง” แบบไม่ประดิดประดอย ทั้งธรรมชาติและวิถีชีวิตผู้คนที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ผมนี่เอ่ยปากแทบจะทุกๆ สิบวิ ว่าเฮ้ย!เมืองไทยมีอะไรแบบนี้ด้วยหรอ นี่คือไม่ได้เวอร์จริงๆ คือมันอาจจะไม่ได้หวือหวาหรือน่าตื่นเต้น ออกจะเรียบง่ายด้วยซ้ำ แต่คุณรู้มั้ยว่า..มันกลับส่งพลังบวกกับความรู้สึกมากๆ ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาสัมผัสธรรมชาติแท้ๆ ด้วยกันเลยครับ! 

พัทลุงไม่มีสนามบินประจำจังหวัด สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือตรัง แต่ถ้าลงที่นี่ จะเหมาะกับคนที่เช่ารถขับเองหรือเรียกแท็กซี่เท่านั้น ถ้าต้องการนั่งรถสาธารณะ แนะนำให้ไปลงที่สนามบินนครศรีธรรมราชหรือหาดใหญ่ จะต่อรถเข้าเมืองง่ายกว่า หรือไม่งั้นอาจจะเลือกนั่งรถไฟสายสุไหงโกลก บัตเตอร์เวิร์ธก็ดูคลาสสิกดี มีรถด่วนพิเศษถึงพัทลุงตอนตี 5

จากสนามบินตรัง ผมขับรถเข้าเมืองผ่านเส้นทางของเขาพับผ้า พอเริ่มเข้าเขตจังหวัดพัทลุง เราจะเห็นวิวภูเขารูปร่างแปลกตา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตราประจำจังหวัดของพัทลุง นั่นก็คือ “ภูเขาอกทะลุ”

ที่เรียกว่าอกทะลุก็เพราะบนภูเขาจะมีช่องที่มองลอดทะลุยอดภูเขาไปยังอีกด้านหนึ่งได้ คนเขาชอบขึ้นไปดูวิวที่จุดนี้กัน เพราะมองเห็นวิวเกือบทั้งเมืองของพัทลุงได้อย่างชัดเจน และเป็นจุดนึงที่ดูวิวพระอาทิตย์ตกได้สวยมากๆ

ทางขึ้นเป็นบันได 1,066 ขั้น ไปได้ถึงช่องเขาทะลุเลย จากจุดนั้น ใครฟิตหน่อยก็สามารถปีนต่อขึ้นไปจนถึงลานหินบนยอดเขาได้เลย แต่เราขอบายนะ แค่นี้ก็หอบแฮก ขาสั่นแล้ว

ไม่ไกลจากเขาอกทะลุ คือวังเจ้าเมืองพัทลุง เมื่อก่อนเคยใช้เป็นที่ว่าราชการและที่อยู่อาศัยของเจ้าเมือง ตอนนี้เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปชมได้ สำหรับคนไทยมีค่าเข้า 5 บาท ส่วนคนต่างชาติ 30 บาท (เปิดทุกวันยกเว้นจันทร์-อังคาร ตั้งแต่ 9.00-12.00น. และ 13.00-16.00น.)

ดูข้างนอกเป็นเรือนไทยทั่วไป แต่ข้างในแบ่งห้องเป็นสัดส่วน

แต่ละห้องยังมีข้าวของเครื่องใช้โบราณจัดวางอยู่ด้วย

ด้านหลังของวังมีคลองเล็กๆ บรรยากาศชิลมากกกก

เย็นวันนั้นผมเลือกไปดูพระอาทิตย์ตกที่สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งมีอีกชื่อเรียกนึงว่า “สะพานแห่งความสุข”

 นี่คือสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ตัดข้ามทะเลน้อย

เป็นสะพานให้รถยนต์วิ่ง แต่ก็มีเลนจักรยานด้วย

แอบคิดว่ารถยนต์บนสะพานนี่วิ่งกันเร๊วเร็ว ใครเอาจักรยานมาขี่ต้องระวัง แต่ถ้าอยากจอดรถแวะถ่ายรูป ก็ให้เลี้ยวเข้าไปที่จุดพักรถซึ่งมีอยู่เป็นระยะๆ บนสะพาน โดยเฉพาะมุมถ่ายรูป 360 องศา ที่เห็นความกว้างใหญ่ของท้องฟ้ากับผืนน้ำสุดลูกหูลูกตาทีเดียว

ทริปนี้เราเลือกมาพักที่ปากประ ลากูน รีสอร์ท เพราะนอกจากจะเป็นที่พักสไตล์ธรรมชาติแล้ว ยังอยู่ใกล้กับทะเลหลวงของทะเลสาบสงขลา ทะเลสาบน้ำจืดซึ่งเป็นสถานที่ไฮไลท์ที่เหมาะแก่การนั่งเรือไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สุด

จากมุมสระว่ายน้ำ สามารถมองเชื่อมต่อออกไปยังทะเลหลวง จะเห็นอุปกรณ์จับปลาแบบดั้งเดิมของพัทลุงที่ชาวบ้านทำขึ้นเอง นั่นก็คือ ยอขนาดยักษ์ อยู่เต็มไปหมด

ที่รีสอร์ทมีบริการเรือให้เช่าแบบเป็นส่วนตัวเพื่อพาออกไปดูแสงแรกของวัน ออกเรือตั้งแต่ตี 5.40 ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง ค่าบริการลำละ 1,200 บาท ที่คิดราคานี้เพราะพาไปวนดูหลายจุด มีที่ไหนบ้างไปดูกัน

จากลำคลองเล็กๆ หลังรีสอร์ท เรือพาเราเลี้ยวออกไปสู่ความกว้างใหญ่ของทะเลหลวงของทะเลสาบสงขลา

ตรงหน้าคือต้นลำพูที่มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีอมชมพูระเรื่อ รอพระอาทิตย์กำลังขึ้น ผืนน้ำใสๆ กระเพื่อมอยู่เบาๆ แต่ใจเรากลับเต้นแรง

ปากประคือพื้นที่ชุ่มน้ำที่ถือเป็นแหล่งป่าพรุขนาดใหญ่แห่งสุดท้ายของจังหวัดพัทลุง เป็นจุดเชื่อมเข้าออกสู่ทะเลน้อย ที่นี่จึงเป็นเหมือนจุดรวมของสัตว์น้ำ เราจึงเห็นยอขนาดใหญ่จับปลาอยู่เต็มไปหมดไงล่ะ

 “แม่เจ้า!” นี่ภาพวาดหรือของจิง

นอกจากยอแล้วก็ยังมีเครื่องมือหาปลาแบบอื่นๆ นี่คือวิถีชาวบ้านแท้ๆ

หลังจากเรือพาเราไปอาบแสงแรกจนฉ่ำใจ เขาก็พาไปดูแปลงต้นข้าวพันธุ์ท้องถิ่นอย่างข้าวสังข์หยด และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ชาวบ้านปลูกแบบไม่พึ่งสารเคมี เพราะเป็นการปลูกไว้กินเองในครัวเรือน ไม่ได้ส่งขาย

วันนั้นน้ำไม่ลึก พี่คนขับเรือเลยบอกให้ลองลงไปเดินเล่นในน้ำได้ ลึกแค่ประมาณเข่า ด้านล่างเป็นโคลนนิ่มๆ ผมเดินแบบไม่ต้องคิดระวังเลยว่าจะเจอเศษแก้วหรือเศษขยะอะไร มันดูสะอาดมากจริงๆ

จากนั้นก็เข้าสู่อาณาเขตของทะเลน้อย เมื่อเรือลอดผ่านใต้สะพานแห่งความสุข (สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา)

เอกลักษณ์ของทะเลน้อยคือดอกบัวสวยๆ เต็มไปหมด และช่วงเช้าๆ แบบนี้เป็นช่วงเวลาที่บัวบานพอดี

เอกลักษณ์อีกอย่าง คือ ควายน้ำ ควายเลี้ยงของชาวบ้าน มักอยู่รวมกันเป็นฝูง ว่างๆ มันก็ว่ายมากินดอกบัวในน้ำ แต่ถ้าช่วงน้ำลงมันก็สามารถเปลี่ยนไปเล็มหญ้ากินบนบกแทน มันฉลาดนะ ลองตะโกนเรียกมันสิ “ควายยยย!”

ทะเลน้อยเป็นหนึ่งในแหล่งดูนกที่สำคัญของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศมากจริงๆ พี่คนขับเรือบอกว่า แถวนี้มีนกไม่ต่ำกว่าสองร้อยชนิด รวมๆ แล้วก็เป็นแสนตัว

มื้อเที่ยงวันนี้ ผมไปกินข้าวขาหมูปากคลอง “โกแบนเจ้าเก่า” ขายแบบยกขา เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มมะนาว และน้ำซุป เป็นตำนานความอร่อยของพัทลุงมากว่า 70 ปี

ถัดจากร้านขาหมูไปนิดเดียวคือร้านขนมหวานป้ากี้ มองหาไม่ยาก หน้าร้านเต็มไปด้วยหม้อขนมไทยวางเรียงราย

ขนมมีให้เลือกเยอะมาก เช่น ผลไม้เชื่อมอย่างพุทรา กล้วย แกงบวดข้าวโพด และข้าวเหนียวดำเปียก ฯลฯ ป้าขายถ้วยละ 10 บาท โอย...ราคานี้หาไม่ได้แล้วในกรุงเทพฯ

เมนูเด็ดคือสาคูเปียกที่ตักเข้าปากคำแรกก็ได้กลิ่นหอมของน้ำกะทิที่ป้ากี้ทำเองสดๆ และเขาใช้สาคูจากต้นสาคูจริงๆ ไม่ใช่สาคูสำเร็จรูปที่ทำจากแป้ง แบบที่เขาวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต

ขับรถต่อมาอีกประมาณ 40 นาที ก็มาถึง “ล่องแก่งหนานมดแดง” เพิ่งรู้ว่าพัทลุงก็มีสถานที่แอดเวนเจอร์กับเค้าด้วย

พัทลุงสามารถล่องแก่งได้ปลอดภัยตลอดทั้งปี และบริเวณนั้นก็มีจุดให้บริการล่องแก่งอยู่หลายเจ้า เช่น ล่องแก่งลานข่อย ล่องแก่งหนานท่าส้าน แต่สำหรับล่องแก่งหนานมดแดงนี่พิเศษตรงที่เป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกพลิกฟื้นสถานที่แถวๆ นี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้จนประสบความสำเร็จ

จุดปล่อยเรืออยู่แถวเขื่อนคลองน้ำใส หรืออ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส ล่องไปตามลำคลอง ผ่านแก่งหินต่างๆ บางช่วงก็น้ำแรงให้ความรู้สึกสนุก ตื่นเต้น บางช่วงก็เอื่อยๆ ปล่อยให้เราชื่นชมความใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ระยะทางทั้งหมดประมาณ 6.5 กิโลเมตร  ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

ค่าบริการของล่องแก่งหนานมดแดง คนละ 200 บาท ใช้เรือคายักที่นั่งได้ลำละไม่เกิน 3 คน และถ้าไม่อยากพายเรือเอง เขาก็มีเจ้าหน้าที่ไปช่วยพายให้แบบไม่คิดค่าใช้จ่าย

เช้าวันเสาร์ ช่วงเวลาแห่งความสนุกเกิดขึ้นที่ “ตลาดไผ่สร้างสุข” ตลาดนัดออร์แกนิคที่จะมีทุกวันเสาร์ แม่ค้าบอกมี 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่มาเร็วๆ หน่อยก็ดี เพราะบางทีของก็หมดก่อน

พื้นที่เป็นป่าไผ่มีคลองเล็กๆ ด้านข้าง ร่มรื่นมาก ทางเข้าต้อนรับเราด้วยอุโมงค์ต้นไผ่ กว่าจะหลุดจากจุดนี้ได้ หมดเวลาไปกับการถ่ายรูปเป็นสิบแชะ

กาแฟดริป ใส่ขวดเก๋มว๊าก คนทำก็ดริปไปยิ้มไป อะไรจะมีความสุขขนาดน้าน

ขนมไทยโบราณละลานตาไปหมด 10 บาท 20 บาท โอ๊ยฟิน แวะทุกร้านสิครับรอไร

ทุกร้านในตลาดนี้จะใช้ภาชนะจากธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีพลาสติก อย่างอันนี้คือสาคูเปียกใส่ชามกะลามะพร้าว

ขนาดร้านขายน้ำสมุนไพรยังไม่มีการขายเป็นขวด เขาจะตักใส่กระบอกไม้ไผ่ ยกซดเอาเลยจ้า

เราไม่ค่อยเห็นนักท่องเที่ยว ไม่เห็นฝรั่ง มีแค่ผมนี่แหละมั้งที่ถือกล้อง คนท้องถิ่นมาเดินกันเยอะมากเต็มตลาด ซึ่งผมว่าตรงนี้คือเสน่ห์

ตกบ่าย เราไปแช่ออนเซ็นธรรมชาติท่ามกลางขุนเขากันที่บ่อน้ำร้อนเขาชัยสน เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ธรรมชาติบริเวณภูเขาหินปูน ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเป็นบ่อศักดิ์สิทธิ์ ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ลดความเครียด และทำให้เลือดไหลเวียนดี ที่นี่มีลิงด้วย ใครอย่าถือถุงขนมลงไปนะครับ เตือนไว้ก่อน

บ่อแรกที่เห็นจะเป็นบ่อสาธารณะสำหรับแช่เท้า ลงไปแช่ได้ฟรี

บ่อนี้เป็นบ่อศักดิ์สิทธิ์ ห้ามลงไปแช่ มีไอน้ำพุร้อนไหลปากบ่อตลอดเวลา ถ้ายิ่งมีแรงสั่นสะเทือน จะยิ่งร้อนขึ้น ไม่เชื่อลองไปยืนตบมือข้างๆ บ่อดู

ด้านในมีห้องอาบน้ำส่วนตัวสำหรับลงแช่ทั้งตัวแบบไพรเวท ผสมน้ำร้อนน้ำเย็นได้ตามชอบ ชั่วโมงละ 120 บาท ส่วนห้องอบซาวน่าชั่วโมงละ 50 บาท แต่ถ้ายังไม่จุใจให้ค้างคืนเลย เขามีรีสอร์ทด้วยครับ ต่อน้ำแร่เข้าไปในห้องพักเลย เอาให้ฟิน

ถัดจากบ่อน้ำร้อนไปทางทิศเหนือ มีบ่อน้ำเย็นซึ่งบริเวณนั้นจะเป็นถ้ำ อยากเดินเข้าไปสำรวจด้านในแล้วลอดไปออกฝั่งตรงข้ามก็ได้นะ

มีน้ำไหลจากถ้ำนี้ตลอดปี มองเห็นลูกปลาว่ายไปว่ายมา น้ำใสมาก

ก่อนกลับที่พัก ผมแวะเข้าไปทำธุระในเมืองแล้วก็ได้เจอโรตีร้านนี้ เห็นรถน่ารักดีเลยเข้าไปลองชิมซะหน่อย

โรตีลุงตุ๊เจ้าเก่าของพัทลุง ขายรถเข็นมาตั้งแต่ปี 2510 มาเปลี่ยนเป็นรถยนต์ตอนปี 2519 โรตีธรรมดา 15 บาท ส่วนโรตีใส่กล้วยใส่ไข่ 25 บาท ทั้งสองแบบทอดเสร็จจะราดนมน้ำตาล หั่นเป็นชิ้นแล้วปักไม้ อื้มมมม รสชาติอมตะเป็นแบบนี้นี่เอง ใครอยากกินไปอุดหนุนได้ที่ตลาดกลางเมือง 7 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น

วันสุดท้ายก่อนกลับ พี่ที่รีสอร์ทแนะนำให้ผมมาเที่ยว “หลาดหัวลาน หัวเลี้ยว” หรือตลาดบ้านหัวลาน ชุมชนคนเลน้อย (ทะเลน้อย) ที่เดียวที่ทำให้เราเข้าใจความเป็นเอกลักษณ์ของพัทลุงทั้งหมดเลย

ทางเข้าเป็นสะพานปูนแคบๆ ตรงยาวเข้าไปในหมู่บ้าน

โอ้โห! สตรีทอาร์ตแบบพัทลุง เพนต์กันไว้บนฝาบ้านเลย น่ารักจุง นึกว่ามาเที่ยวปีนัง

สะพานคานเคี่ยมอายุกว่า 100 ปี อีกหนึ่งจุดถ่ายรูป

หลายบ้านทำประมง กะลังยืนแกะปลาออกจากแหกันอยู่เลยจ้า ปลาน้ำจืดทั้งนั้น

บางบ้านเอาปลามาตากแห้ง

บางบ้านก็ทำปลาดุกร้า ของขึ้นชื่อของปักษ์ใต้ รสชาติเฉพาะตัว เหมือนเอาปลาดุกมาทำปลาเค็ม มีรสเค็มปนหวานและมีกลิ่นหมัก เป็นกรรมวิธีถนอมอาหาร ภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีมานับร้อยปี เหมาะซื้อเป็นของฝาก ไม่ต้องกลัวกลิ่น เพราะทางร้านใส่ถุงให้อย่างดี

แอบซื้อข้าวสังข์หยดกลับไปฝากแม่ 2  ถุง ข้าวพันธุ์พื้นเมืองของพัทลุง ต่างจากข้าวพันธุ์อื่น ตรงที่เยื่อหุ้มเมล็ดมีสีขาวปนแดง หุงสุกแล้วจะนิ่มๆ เหนียวๆ หน่อย

นี่ก็ของขึ้นชื่อ ปลาเล็กปลาน้อย

นี่ไม่ใช่อาร์ตอินสตอลเลชั่น มันคือกระจูดย้อมสี หัตถกรรมขึ้นชื่อของพัทลุงที่ทำจากต้นกกกระจูด เอามาสานเป็นของใช้ในครัวเรือน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดมาเป็นร้อยปีแล้ว

ร้านนี้ดูดตัวผมเข้าไปนานมาก เข้าไปตัวเปล่า แต่ออกมาพร้อมกับเสื่อพับได้ ตะกร้าเล็กๆ 3 ใบ กล่องใหญ่มีหูหิ้วอีก 1 ใบ ก็มันสวยและราคาแบบ…พี่ค้าบบ เอาตังค์ผมไปเลย

ปิดท้ายด้วยภาพถ่ายเก่าๆ ของชาวชุมชนเลน้อย ไปยืนดูวันเก่าๆ ของพัทลุงแล้วรู้สึกว่าผมชอบที่นี่จัง...

ทริปนี้บอกเลยว่าผมไม่ได้เตรียมตัวมาก ไม่ได้คาดหวัง แต่การที่ได้มาถึงถิ่น เมืองลุง หรือ พัทลุง จังหวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ ต้นกำเนิดของมโนราห์และหนังตะลุง สิ่งที่เราได้สัมผัสจากที่นี่คือ เมืองนี้น่ารักและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง สิ่งที่ประทับใจสำหรับเราในทริปนี้คือ ภาพสตรีทอาร์ท แนวโนราห์ ซึ่งกล้าพูดเลยว่ายังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน  แม้กระทั่งของฝากปลาดุกร้าหรือว่าจะเป็นออนเซ็นท่ามกลางขุนเขา ที่เราไม่คิด (ส่วนตัวนะ) ว่าจะเจอที่ภาคใต้ แถมยังได้ชิมอาหารพื้นเมืองที่ยังไม่เคยลอง เช่น น้ำสมุนไพรใส่หมาจาก ทริปนี้เอาใจผมไปเต็มๆเลย ผมรู้สึกดี สนุก และตื่นเต้นตลอดทริป และผมอยากให้ทุกคนได้รู้สึกแบบนี้..

ลองออกนอกเส้นทางที่คุ้นเคย แล้วคุณจะได้พบกับอะไรที่แปลกใหม่กว่าเดิม แค่แปลกจากสิ่งที่คุ้นเคย ผมว่าก็คุ้มแล้วนะ ไม่เชื่อก็ออกมาเที่ยว มาตามรอย นาย1081009และเพื่อนๆ กันดีกว่าครับ