เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

เก๋ไก๋ไกด์ สไตล์คุณ

เขาแหลมหญ้า ระยอง 15 มิ.ย. 2560

Like Tweet

ระยอง หน้าฝน คนเหงา

ความเหงาพาตัวผมออกมาที่ระยองในวันหยุดแบบไมได้แพลนอะไรมาก ด้วยต้นเหตุคือเอ็มวีเพลงใหม่ของลุลา (เพลง “จม”) ซึ่งใช้โลเคชั่นถ่ายทำที่ระยองทั้งหมด ทะเล โขดหิน ภูเขา และความทรงจำเก่าๆ ในหน้าฝน มันทั้งสวย ทั้งเหงา แบบที่ผมไม่เคยรู้เลยว่านอกจากเกาะเสม็ดแล้ว ระยองจะมีอะไรที่ดีต่อใจได้ขนาดนี้ คิดแล้วก็เก็บกระเป๋าออกไปลุยทริปเหงาๆ ที่ไม่เศร้า แต่มีความสุขมากกกก...

#เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง #บุฟเฟต์ผลไม้ #เมืองเก่าระยอง

เขาแหลมหญ้า

ฝนตกตั้งแต่เริ่มออกทริปเลยครับ ฟ้านี่มืดครึ้ม อย่างกับตั้งใจจะบิวต์ให้ผมเหงามากๆ

ผมมาอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าเป็นที่แรกเพื่อมาตามรอยเอ็มวีนี่แหละ พื้นที่ของอุทยานครอบคลุมทั้งบนฝั่งและบนเกาะหลายๆ เกาะ ซึ่งเกาะเสม็ดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ด้วย

นักท่องเที่ยวไม่มีเลยแฮะ แต่ก็ดีนะ มองวิวสวยๆ ได้เต็มๆ ตาเลย มีสะพานไม้สวยๆ ให้เดินออกไปถ่ายรูป

แล้วก็มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ให้เดินชมเล่น ยาวประมาณ 1 กม. เดินชิลอยู่ ไม่ลำบากเลย

ปกติเขาจะมีลานกางเต็นท์และมีเต็นท์ให้เช่า สำหรับใครอยากตื่นมาเห็นวิวพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากทะเล นอนชมดาวตอนกลางคืน บรรยากาศดีมาก แต่หน้าฝนแบบนี้คงจะไม่ไหว ขืนนอนอาจโดนลมทะเลพัดไปไม่รู้ตัว

ที่เรียกว่า “เขาแหลมหญ้า” ก็เพราะแบบนี้ไง มีทั้งภูเขา มีทั้งโขดหินที่ยื่นออกไปในทะเล แล้วก็มีต้นไม้ต้นหญ้าอยู่เต็มไปหมด วิวที่สวยพีคๆ คือวิวตรงหน้าผาบนยอดเขา เห็นท้องทะเลไกลสุดลูกหูลูกตาตัดกับเส้นขอบฟ้า แล้วก็มองเห็นเกาะน้อยใหญ่ รวมถึงเกาะเสม็ดด้วย

แต่ถ้าจะเอาวิวแบบในเอ็มวีก็ตรงโขดหินนั่นแหละ เดินลัดเลาะไปยืนฟังเสียงคลื่นแถวๆ นั้น ได้อารมณ์ดี

ถ้าชอบความสงบ ที่นี่คือดี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มา ก็จะเป็นสไตล์ครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนเล็กๆ ส่วนสายปาร์ตี้เขาก็จะไปอยู่บนเกาะเสม็ดกันหมด

บนเกาะมีลิงด้วยอ่ะ ทั้งฉลาดและขี้เล่น (เอ๊ะอันนี้หมายถึงลิงหรือใคร)

พิพิธภัณฑ์บ้านครูกัง

อ่ะไหนๆ เพลงลุลาเขาก็ชวนให้นึกถึงความหลังครั้งเก่าละ เพื่อไม่ให้หลุดธีม เลยชวนมาย้อนวันวานกันที่พิพิธภัณฑ์บ้านครูกัง อยู่ที่อำเภอแกลง ไม่ไกลจากเขาแหลมหญ้านี่แหละ

มาถึงก็เห็นรถวินเทจจอดอยู่หน้าบ้าน แล้วครูกังก็เดินออกมาทักทาย ชวนเราหลบฝนเข้าบ้าน และได้พบว่าข้างในคือสวรรค์ของคนรักของวินเทจอย่างแท้จริงงง ผมเองก็ด้วย

ครูกังเป็นคนระยองแต่กำเนิด ทำอาชีพครูมา 40 กว่าปี ชอบสะสมของเก่ามาตั้งแต่เริ่มเป็นครูใหม่ๆ (ปีพ.ศ. 2518) พอตอนนี้เกษียณแล้วก็เลยทำพิพิธภัณฑ์แก้เหงา ด้วยการรวบรวมของที่สะสมไว้ มาจัดโชว์เป็นพิพิธภัณฑ์

ครูพาเดินชมทั้งบ้าน มีทั้งหมด 20 กว่าห้อง พร้อมเล่าที่มาของแต่ละชิ้นอย่างไม่รู้เบื่อ ทั้งที่ผมว่าลุงเขาน่าจะเล่ามาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว ทำให้เราคล้อยตามเรื่องเล่าไปด้วย

ของทุกชิ้นยังเป็นของที่ใช้การได้ ซึ่งครูกังไปเสาะแสวงหาด้วยตัวเองทั้งหมด จากหลายๆ จังหวัด และบางชิ้นก็เป็นของครู ข้อสังเกตคือไม่มี “ป้ายห้ามจับ” เหมือนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ เลย ครูกังบอกว่า “ผมเป็นคนเกลียดคำว่าห้าม” อ่ะถ้างั้นใครมาที่นี่ก็อย่ามือบอน ต้องระมัดระวังอย่าทำข้าวของเขาเสียหายแล้วกัน

ห้องนี้รวบรวมเครื่องมือสื่อสารและเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งโทรศัพท์ วิทยุเก่า ทีวี เครื่องเล่นแผ่นเสียง รวมไปถึงเครื่องดนตรี

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยเราโดนทหารญี่ปุ่นปล้นพระคลังและได้แบงก์ 10 บาทนี้ไปเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงประกาศยกเลิกแบงก์นี้ แต่ให้ประชาชนชาวไทยสามารถเอาแบงก์นี้มาประทับตรามูลค่าใหม่เป็น 50 สตางค์ เพื่อให้ยังสามารถเอาไปใช้จับจ่ายได้เหมือนเดิม ส่วนครูกังได้แบงก์นี้มาในราคา 2,000 บาท

ร้านเกี๊ยวปลานายเคี๊ยม

ออกจากบ้านครูกังก็มาแวะกินเกี๊ยวปลานายเคี้ยม ร้านเก่าแก่เจ้าดังของระยองที่เปิดมา 80 กว่าปีแล้ว ครูกังเล่าว่าพระบรมวงศานุวงศ์ก็เคยเสด็จมา เกี๊ยวปลา กุ้ง หมู เกี๊ยวหยก เกี๊ยวสามรส มาแบบชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำมากเลยอ่ะ

ถนนยมจินดา

ตอนค่ำผมกลับเข้ามาพักในเมือง แถวๆ ถนนยมจินดา ถนนสายแรกของจังหวัด ทอดตัวยาวขนานไปกับแม่น้ำระยอง

สมัยก่อนเป็นย่านค้าขายที่คึกคัก ตอนนี้ก็ทิ้งความทรงจำเอาไว้เป็นบ้านไม้เก่าๆ หลายหลัง ซึ่งยังใช้ประตูบานเฟี้ยมกันอยู่เลย คลาสสิกสุดอ่ะ

เดินผ่านร้านนี้ สวยดี เลยแวะเข้าไปกินข้าว

ร้านชื่อ “เชย” แต่งร้านแบบเชยๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ ให้เราได้สัมผัสวิถีชีวิตเชยๆ ในบรรยากาศย้อนยุค ผมชอบอะไรแบบนี้มาก ผมคงเป็นคนเชยๆ แหละ

ดูจานกับช้อนสังกะสีดิ แถมใช้ใบตองรองอาหารมาอีก เช๊ย เชยยย....

เดินเลยร้านเชยไปนิดเดียว จะเจอร้านราย็อง ร้านกาแฟขึ้นชื่อของถนนเส้นนี้

บ้านหลังเก่าอายุร่วมร้อยปีให้ฟีลเหมือนร้านกาแฟสภา แบบที่สมัยก่อน คนเขาชอบมานั่งคุยเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองกัน มีเมนูขนมหลากหลาย อย่างเช่น ขนมปังซุปข้าวโพด ขนมปังน้ำพริกเผา โรตีพิซซ่า สั่งคู่กับเครื่องดื่มชาหรือกาแฟ หวานมันเข้มข้นใช้ได้

ตอนเช้า ณ ถนนยมจินดา

ช่วงเช้าๆ เดินออกจากยมจินดาไปตรงฝั่งถนนใหญ่ใกล้ๆ จะเจอตลาดที่มีของกินเพียบ มีขนมไทยโบราณด้วย บรรยากาศต่างกับตอนกลางคืนเลย แบบนี้ใช่มั๊ยเรียกสโลว์ไลฟ์

เรื่องราวของความวินเทจยังไม่จบ จริงๆ บนถนนยมจินดามีบ้านเก่าหลายหลังนะที่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ของเก่า แต่หนึ่งในนั้นคือ พิพิธภัณฑ์สัตย์อุดม บ้านอายุกว่าร้อยปีที่เคยเป็นทั้งโรงหนัง โรงสี หรือแม้กระทั่งอู่ต่อเรือ (จิงดิ! ที่นี่อ่ะนะ)

ไม่รู้เป็นไง เจอเครื่องพิมพ์ดีดทีไรจะต้องถ่ายเก็บ มีความโรคจิตเบาๆ

เชื่อว่าหลายคนยังมีแก้วใบนี้อยู่..อย่ามายิ้ม มีกันจริงๆ ใช่มั้ยอ่าาาา

สวนผลไม้ สวนยายดา ป้าบุญชื่น

หลังจากที่ย้อนวันวานกันมาหลายแห่ง ผมคิดว่ามาระยองหน้าฝนทั้งที ก็ไม่ควรพลาดบุฟเฟต์ผลไม้ ถึงใครจะบอกว่ามันเฝอแล้วก็ตามเหอะ ว่าแล้วก็ขับรถมาที่นี่ครับ

หาข้อมูลมาเยอะ สุดท้ายมาจบที่สวนนี้ “สวนยายดา ป้าบุญชื่น” เพราะมีผลไม้หลายชนิด ทั้งเงาะ ทุเรียน กล้วย มังคุด สละ ลองกอง น้ำเต้า ปลูกตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้เกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาจัดสรรพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างชาญฉลาด

นี่สละเองไง จำได้ป่าวว

ส่วนเรากล้วยน้ำว้า พวกเยอะ ไม่กลัวใคร กล้าป่ะล่ะ!

ส่วนเราฟักข้าว อาจจะเป็นน้องใหม่ แต่ประโยชน์เราอ่ะเพียบบบ

นี่เงาะนะ ลูกแดงๆ นี่แหละ

คงไม่มีใครบ้าพลังยืนแกะสละกับทุเรียนเองที่ต้นหรอกนะ มาตรงศาลาผลไม้ เขามีเจ้าหน้าที่คอยบริการแกะให้

บุฟเฟต์ผลไม้หัวละ 350 บาท กินสดๆ จากต้น เดินไหวก็เดินไปดิ มีทั้งหมด 30 ไร่ หรือถ้าเดินไม่ไหวก็นอนมะ เขามีโฮมสเตย์ บ้านพักทั้งหมด 7 หลัง

เอ่อ... ไม่บอกก็ไม่รู้เล้ยยว่าเผ็ด

อีกสวนที่ตั้งใจว่าจะต้องมาให้ได้ คือสวนมังคุดไทย ของคุณปัญญา โดยททท.

21 ไร่คือปลูกมังคุดเยอะสุด เงาะมีบ้าง ส่วนทุเรียนไม่ค่อยมี เพราะที่ดินตรงนี้ค่อนข้างชื้น น้ำเยอะ และต้นทุเรียนก็ไม่ค่อยชอบน้ำเท่าไหร่

ทำไมผมถึงอยากมาสวนนี้ ก็เพราะว่ามังคุดที่นี่พิเศษ เป็นมังคุดออร์กานิก ปลอดสารพิษ หยุดการใช้สารเคมีมา 10 กว่าปีแล้ว หน้าตามังคุดก็เลยจะไม่ค่อยสวยเหมือนพวกมังคุดส่งออกนอก แต่มันดีต่อสุขภาพมากเลยนา

ช่วงกลางเมษาจนถึงปลายเดือนมิถุนาอ่ะ มาเหอะ ได้กินมังคุดจนเบื่อกันไปข้างชัวร์

สวนสมุนไพร

ที่ระยองไม่ได้ขึ้นชื่อแต่สวนผลไม้ แต่ยังมีสวนสมุนไพรด้วย วันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ผมเลยมาแวะที่สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

อย่าเข้าใจว่าจะมีแต่คนแก่เท่านั้นที่สนใจเรื่องพรรณไม้ใบหญ้า ถึงแม้ว่าคนที่มาเที่ยวที่นี่จะเป็นรุ่นคุณป้าๆ แม่ๆ ซะส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ที่จริงแล้ว สรรพคุณของสมุนไพรไทยนั้นได้รับความสนใจจากทั่วโลก และผมก็เป็นคนรุ่นใหม่คนนึงที่มองว่าการรักษาโรคด้วยวิธีธรรมชาติ มันเป็นเทรนด์ที่กำลังมา

สวนสมุนไพรที่นี่หน้าตาเหมือนสวนสาธารณะ เห็นแล้วน่าเข้าไปวิ่งออกกำลังกายไม่ก็ขี่จักรยาน

แต่ทางศูนย์เขามีรถก๊าซ NGV พานักท่องเที่ยวชมด้านในของสวน พร้อมผู้บรรยายให้ข้อมูล รวมๆ แล้วที่ปลูกทั้งหมดก็ประมาณสองหมื่นกว่าต้น นั่งรถน่ะแหละดีแล้ว ออกทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ฟรีอีกตะหาก

สมุนไพรในสวนปลูกโดยแบ่งตามกลุ่มสรรพคุณในการรักษาโรคตามตำรายาไทยโบราณ เช่น กลุ่มพืชหอม กลุ่มพืชถอนพิษ ยาระบาย กลุ่มรักษาโรคมะเร็ง ฯลฯ

อีกส่วนมีการจัดแสดงนิทรรศการภายในอาคาร ช่วยให้เรารู้จักชนิดของสมุนไพรและประโยชน์ของมันได้อย่างชัดเจนขึ้น

ร้าน ปาฎี

ทิ้งท้ายไว้ด้วยร้านกาแฟสีขาวสบายตา ชื่อร้าน “ปาฎี” แปลว่า รวงข้าวเปลือก ความหมายดีย์เชียว

ร้านแต่งในสไตล์ยุโรป เป็นบ้านโมเดิร์นล้อมรอบด้วยสนามหญ้าสีเขียว

เจ้าของร้านมี 3 คน โดยแบ่งหน้าที่กันตามความถนัด คนนึงทำสวน อีกคนทำกาแฟ และอีกคนทำของตกแต่ง

มาการงสูตรเฉพาะของทางร้าน เคยทำถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

มีโซนขายของทำมือที่เจ้าของร้านประดิษฐ์เองด้วย โดยเฉพาะงานผ้าและของแต่งบ้าน อย่างผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน และของกระจุกกระจิกต่างๆ

โซนที่นั่งเอาท์ดอร์ ชิลกว่านี้มีอีกไหม

“แล้วแวะมาระยองใหม่นะคร้าบ” เจ้าตัวนี้บอกผม

 

เป็นไงกันบ้างครับ ครั้งแรกผมมาที่นี่เพราะอารมณ์เศร้า เหงา แต่พอเที่ยวไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่า มันมีทั้งความสุข มีรอยยิ้ม รู้สึกเบิกบานใจ (ใช้คำซะโบราณมากกก) ชิล สนุก อิ่ม ใครบอกว่าเที่ยวทะเลหน้าฝนต้องมีแต่คนเศร้า นี่ผมเอง ไม่เศร้า ไม่เหงา บันเทิงเริงใจขั้นสุด ครั้งหน้าผมจะไปเที่ยวที่ไหน ไม่รู้ แต่ที่รู้ มาเที่ยวด้วยกันม้ายย สวัสดีครับ