บล็อกเกอร์รีวิว

อาทิตย์ ถึง จัน(ทบุรี)๒

ธีร์ธวัช

ธีร์ธวัช

รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ 9 ก.ย. 2559

 

ขณะนี้เวลาประมาณ ตี 5 ครึ่ง แมวเล็กและแมวเด็กใส่เสื้อคู่ ยืนอยู่ที่หน้าบันไดขั้นแรกของทางขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาท บนเขาคิชฌกูฏ ด้วยสภาพที่ไม่พร้อมจะแสวงบุญเป็นอย่างมาก น้ำไม่ได้อาบ ผมไม่ได้สาง ฟันไม่ได้แปรง ได้แต่บ้วนปากแล้วล้างหน้า มีแต่ใจเท่านั้น ณ จุดนี้ จากนั้นก็บึ่งรถมาที่เขาทันที

ย้อนกลับไปความเดิมตอนที่แล้ว ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์งัวเงียแบบนี้ขึ้น สองแมววางแผนกันไว้อย่างดิบดี

“..... แมวเล็ก ให้เค้าตั้งนาฬิกาปลุกเท่าไหร่ดีครับ?? เราจะขึ้นกัน ตีสอง ใช่มั้ยครับ??”

“....ใช่ๆๆ งั้นตัวเองตั้งปลุก 1 : 30 น. นะ”

“.....โอเคครับ เค้าตั้งไว้ตีหนึ่งครึ่งนะ”

“..... เราขึ้นกันตีสอง จะได้ไปเช้าข้างบนพอดี คนจะได้ไม่เยอะด้วย”

จากนั้น นาฬิกาปลุกก็ไม่ดังอีกเลย จนกระทั่งแมวเล็กลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ แล้วสะกิดเรียกผมให้ช่วยดูนาฬิกาที่แท็บเล็ต ผมขยี้ตาสองครั้งแล้วพบว่า ตัวเลขบนนั้นคือ

4 : 59 AM

สองแมวผิดแผนกันชนิดสุดโต่ง เด้งตัวเองลุกขึ้นจากเตียงเหมือนว่าเตียงมีแรงถีบ เปลี่ยนชุด บ้วนปาก ล้างหน้า แล้วออกจากห้องพักไปสตาร์ทรถในบัดดล แต่กระนั้น สิ่งที่ไม่ลืมคือเส้นจันท์ผัดปู และข้าวเหนียวมูนหน้าสังขยา ที่ซื้อหากันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะพกพาขึ้นไปกินบนเขาด้วย (ของกิน มาเป็นที่หนึ่ง)

โชคดีที่สองแมวเลือกที่พักที่ห่างจากเขาคิชฌกูฏเพียง 10 กิโลเมตร (ครึ่งทางระหว่างเขากับตัวเมือง) และประกอบกับเช้าวันนั้นเป็นวันจันทร์ รถจึงไม่มาก ทำให้สองแมวทำเวลามาถึงที่จุดขึ้นรถได้อย่างไม่นานนัก

หลังจากที่สองแมวจอดรถเข้าซองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“.... แมวเด็ก เดี๋ยวไปซื้อดอกดาวเรืองด้วย ต้องซื้อแบบที่เป็นกลีบๆ เอาไว้ไปโปรยตามทาง”

“..... ได้ครับๆ เดี๋ยวเค้าไปซื้อตั๋วขึ้นรถด้วยนะ”

การขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทที่นี่ มี 2 ทางเลือกให้ได้เลือกสรรกันครับ หากท่านต้องการแสวงบุญอย่างเต็มรูปแบบ ท่านสามารถเดินได้จากพื้นราบ ขึ้นไปยังรอยพระพุทธบาท แต่ไม่ใช่สำหรับสองแมว เนื่องจากเราได้คุยกันแล้วว่า ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกของสองแมว ดังนั้นเราจะขอเลือกทางที่ไม่ลำบากมากก่อน อีกอย่างคือทางที่จะขึ้นไปนั้น มีความชันและคดเคี้ยวมาก หากไม่ชำนาญอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย (เข้าข้างตัวเอง) ว่าแล้วแมวเด็กก็ซื้อตั๋วเพื่อขึ้น ”รถกระบะเที่ยวล่าง”

สาเหตุที่ต้องเรียกชื่อว่า “รถกระบะเที่ยวล่าง” ก็เพราะว่า ก่อนที่สองแมวจะขึ้นไปเสนอหน้าอยู่ตรงบันไดขั้นที่ 1 ได้นั้น จะต้องโดยสารรถกระบะ 2 ต่อ นั่นคือ รถกระบะเที่ยวล่าง และ “รถกระบะเที่ยวบน” สนนราคาต่อเที่ยวต่อคนคือ 50 บาท ทั้ง 2 เที่ยวครับ

เล่าต่ออีกนิด รถกระบะที่ว่านี้ มีการเติมที่นั่งบริเวณกระบะเป็น 2 แถวขนานกันครับ ลองนึกถึงภาพรถสองแถวผสานร่างกับรถกระบะ และมีราวสเตนเลสไว้ให้จับเพื่อทรงตัว จริงๆแล้วผมยังคุยกับแมวเล็กอยู่ว่า น่าจะมีบริษัทยางรถยนต์ หรือรถขับเคลื่อนสี่ล้อ มาให้การสนับสนุนที่นี่ เพราะนอกจากทางที่ชันชนิดที่เรียกว่า ทุกคนในแถวที่นั่ง รูดราวจับลงไปกองกันอยู่ที่ท้ายกระบะอย่างฝืนแรงโน้มถ่วงไม่ได้ และด้วยความที่เป็นพื้นดินบนทราย ทำให้มีความลื่นอยู่ในตัวเอง การขับช้าไม่ใช่วิสัยของคนขับรถที่นี่ครับ และนับว่าเป็นโชคดีที่เรามาขึ้นรถกันในช่วงที่ฟ้ายังไม่สาง การไม่จำเป็นต้องเห็นรายละเอียดระหว่างทางขึ้นมากมายนัก ก็อาจจะช่วยให้เราไม่ต้องตกใจไปมากกว่านี้ก็ได้ครับ

 

 

กลับมาที่ภาพแรกที่ผมเล่าในวันนี้ สองแมวยืนอยู่ที่บันไดขั้นแรกของทางขึ้นลงเขาคิชฌกูฏ ตอนนั้นท้องฟ้ายังมืดอยู่ครับ และถึงแม้ว่าเราจะมาผิดเวลาก็ตาม แต่ด้วยความที่เป็นเช้าวันจันทร์เราจึงไม่ต้องรอคิวขึ้นรถทั้งเที่ยวล่างและเที่ยวบน อีกทั้งคนไม่เยอะในทางขึ้นเขา โดยขณะนี้ แมวเล็ก แมวเด็ก พร้อมด้วยบริวารทั้งหลายอันได้แก่ กลีบดอกดาวเรือง 2 ถุง เส้นจันท์ผัดปู 1 ถุง(ครึ่งกิโลกรัม) ข้าวเหนียวสังขยา 2 ห่อ ธนบัตรจำนวนหนึ่ง รวมถึงโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้ และ แบทสำรอง

“.... พร้อมมั้ย??”

“.... ไปกันครับ แมวเล็ก”

สำหรับทางขึ้นในช่วงที่จะขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทนั้น ทางอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏได้สร้างไว้ค่อนข้างดีครับ เป็นบันไดปูน และทางเดินไม้ในบางช่วงสลับกันไป เรียกได้ว่าเดินค่อนข้างสบาย และไม่ต้องใช้พละกำลังมากมายนักสำหรับการขึ้นในช่วงนี้ แถมยังมีที่ให้นั่งพักเป็นระยะด้วยครับ ในระหว่างทาง ก็จะมีจุดที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ใหญ่น้อย ให้ได้บูชากัน ที่นี่ส่วนมากก็อย่างที่แมวเล็กว่าแหละครับ ผู้ที่มาสักการะมักจะโปรยกลีบดอกดาวเรืองกันตามจุดสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธรูปประจำวันเกิด, องค์พระพิฆเนศ หรือ รูปจำลองอื่นๆ ซึ่งผู้แสวงบุญบางกลุ่ม จะพกพาธูปเทียนมาจุดบูชาด้วยก็ไม่ผิดครับ สามารถทำได้เช่นกัน

 

 

จุดสำคัญจุดหนึ่งก่อนที่จะขึ้นไปถึงบริเวณรอยพระพุทธบาท จุดนี้เรียกว่า “รอยเท้าเสือ” ครับ เป็นรอยที่ฝังเป็นหลุมลึกลงในก้อนหินบนหน้าผา ซึ่งเชื่อกันว่านี่คือรอยเท้าเสือ (เพราะมีลักษณะคล้ายรอยเท้าเสือครับ) ซึ่งเมื่อสองแมวขึ้นมาถึงจุดนี้ ฟ้าก็เริ่มสางพอดีครับ นอกจากจะเป็นจุดที่สามารถขึ้นมาโปรยดอกดาวเรืองเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆกันได้แล้ว ยังเป็นจุดชมวิวสวยๆได้อีกจุดหนึ่ง ก่อนขึ้นไปถึงบริเวณรอยพระพุทธบาทด้วย

หลังจากผ่านจุดรอยเท้าเสือแล้ว ทางเดินก็จะชันขึ้นอีกนิดหน่อยครับ แต่ยังคงเป็นทางที่ทำไว้ให้แล้วอยู่ครับ ขึ้นมาอีกนิด เราก็จะเจอชานไม้ขนาดใหญ่ ก่อนที่จะขึ้นไปสู่บริเวณที่เป็นรอยพระพุทธบาทต่อไป

“..... ถึงแล้ววว เย่ๆ”

“.... เย่ๆ มานั่งพักกันก่อนๆๆ”

ขณะนั้นน่าจะเป็นเวลาประมาณ 6 โมงครึ่งเห็นจะได้ครับ แดดแรกของวันกำลังสาดมาอ่อนๆ แมวเล็กเริ่มเปิดเสบียงใส่ท้อง โดยเริ่มต้นที่

“.... ข้าวเหนียวสังขยา”

ครับ เราใช้เวลาอยู่สักพัก ข้าวเหนียวสังขยาสองห่อ ก็เหลือแต่ใบตองเปล่าๆ และความอร่อยหอมมันที่ติดอยู่ในต่อมรับรสของสองแมว ขึ้นบันไดต่อมาอีกนิดก็จะถึงลานมหาชน หรือว่าบริเวณที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทครับ ในส่วนนี้ผู้คนจะเนืองแน่นเป็นพิเศษ เพราะนอกจากส่วนที่ผู้แสวงบุญขึ้นมาสักการระรอยพระพุทธบาทแล้ว ยังเป็นจุดที่มีบริเวณสำหรับพระสงฆ์ประกอบพิธีกรรม (อย่างช่วงเวลานี้ก็จะมีการฉันภัตตาหารเช้า) บริเวณจำหน่ายเครื่องรางของขลังต่างๆ และที่สำคัญคือบริเวณหน้าผาหินที่เป็นจุดเซลฟี่ยอดนิยม ก็รวมอยู่ในพื้นที่นี้ทั้งหมดครับ แต่ไม่ต้องห่วงว่าขึ้นมาแล้วจะเด๋อด๋า ทำไม่เป็น เพราะในพื้นที่นี้มีผู้นำสวดและคอยบอกพิธีกรรมอยู่ตลอดเวลาครับ จะมีการแบ่งรอบการเข้าไปสักการะ(โรยดอกดาวเรือง) ที่รอยพระพุทธบาทเป็นรอบๆ เพื่อให้ผู้แสวงบุญทุกท่านได้เข้าถึงครับ

อ้อ..... ลืมบอกไป ในการสักการะรอยพระพุทธบาทนี้ จำเป็นต้องถอดรองเท้านะครับ ดังนั้นอาจจะต้องหาที่ถอดรองเท้าให้ไกลจากพื้นที่สักหน่อย เพื่อป้องกันการพลัดพรากจากรองเท้าอันเป็นที่รักได้นะครับ

“... ลมแรงมากเลย”

“.... ใช่ๆ หัวที่ฟูอยู่แล้ว ยิ่งฟูเข้าไปใหญ่”

“.... แต่ก็ดีแล้วแหละ ที่มาเวลานี้ ไม่งั้นเราจะมองไม่เห็นอะไรเลยนะ”

“.... ครับ  “

 

 

อย่างน้อย การผิดตารางตื่น ก็ยังเกิดผลดีอยู่บ้าง บนนั้นลมแรงจริงครับ ซึ่งทำให้อุณหภูมิตอนเช้าค่อนข้างเย็น แต่ไม่ถึงกับหนาวเพราะมีแสงแดดแรกของวันคอยเลี้ยงอยู่ เมื่อสองแมวสักการะรอยพระพุทธบาทเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกันต่อครับ จากนี้ต่อไป เป้าหมายคือจุดสุดท้ายของเขาคิชฌกูฎหรือที่เรียกกันว่า “ผ้าแดง”

“..... อีกกิโลกว่าเลยหนู”

แมวเด็กได้ยินพ่อค้าบอกกับเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ถามเรื่องการเดินเท้าไปผ้าแดงแบบนั้น (จริงๆก็เล่นเอาใจฝ่อเหมือนกันครับ) พูดถึงพ่อค้า จะบอกว่าหลังจากพื้นที่สักการะรอยพระพุทธบาทนิดเดียว ก็จะเป็นจุดแวะพักของนักแสวงบุญนะครับ จุดนี้เติมฟืนเติมไฟกันได้ทุกรูปแบบตั้งแต่ น้ำเปล่า ชาเขียว ซาสี่ ไปจนบะหมี่สำเร็จรูปพร้อมน้ำร้อนก็มีครับ ต้องแลกคูปองกันด้วยและราคาก็จะสูงกว่าพื้นราบประมาณ 2 เท่าตัว (ก็ค่าขนส่งนะครับ อย่าไปคิดมาก) และตลอดทางไปผ้าแดง ก็จะมีจุดเติมพลังงานแบบนี้อีกประมาณ 2 จุดครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้องกันเลย

 

 

แต่ที่น่าห่วงคือ ทางเดินหลังจากรอยพระพุทธบาทไปผ้าแดงนี่สิครับ ถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ ในส่วนนี้ก็เรียกว่าวิบาก เพราะทางจะเล็กและแคบลงมาก ผนวกกับเป็นทางเดินที่ทางอุทยานยังไม่ได้เขามาสร้างให้เป็นเหมือนกับทางเดินเพื่อขึ้นมายังรอยพระพุทธบาท ซึ่งทางเดินจะเป็นทางเดินหินและดินครับ มีความลื่นด้วยความเป็นดินทรายอยู่ในหลายๆจุด การเลือกรองเท้าที่ดอกยางดีๆมีผลมากในส่วนนี้ครับ ในแต่ละช่วงของทางเดิน จะมีความท้าทายที่ต่างกันครับ ทั้งต้องจับเชือกบ้าง หรือเกาะไปตามต้นไม้ที่อยู่ในแนวเอื้อมถึงบ้าง ท้าทายดีครับ

“.....อยากเข้าห้องน้ำอ่ะ”

“....โอเคครับ เดี๋ยวเค้ารอ”

ระหว่างทางไปผ้าแดง ก็จะมีห้องน้ำไว้ให้บริการเป็นระยะด้วยนะครับ และนอกจากจุดแวะพักที่เป็นห้องน้ำแล้ว ระหว่างทางก็ยังมีจุดแวะพักที่ให้ได้ทำบุญกันได้ด้วยครับ สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างหนึ่งบนเขาคิชฌกูฏแห่งนี้ ก็คือ “หิน” ครับ หินก้อนใหญ่ๆน่าจะหลายคนโอบ ที่อยู่บนนี้มีการเรียงตัวกันเหมือนมีการจับวางโดยมนุษย์ครับ บ้างก็เรียงซ้อนกันอย่างสมดุลแบบที่ไม่น่าจะตั้งอยู่ได้ หรือบางครั้งระหว่างหินก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนก้อนเล็กๆ เกิดเป็นช่องคนลอด ที่เอื้อให้เกิดความน่าสนใจในระหว่างการเดินทางได้มากครับ ในจุดที่มีรูปแบบของหินที่น่าอัศจรรย์นี้ ได้มีการให้ชื่อไว้ว่าเป็น “บาตร” ของพระในปัญจวัคคีย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ ซึ่งก็เปิดให้มีการทำบุญได้ตามแต่ศรัทธา รวมถึงในบางบาตรก็จะมีพระสงฆ์คอยรดน้ำให้พรแก่ผู้มาทำบุญด้วยครับ

“..... เย่ ถึงแล้วววววววววว”

 

 

แมวเด็กดีใจยิ่งกว่าอะไรในโลก เมื่อมองเห็นว่าต้นไม้ปลายตาที่มองเห็นอยู่ตรงหน้านั้น อุดมไปด้วยสีแดงทั้งสิ้น ทั้งลำด้น หรือกิ่งก้านที่คนพอจะเอื้อมถึงครับ เป็นสีแดงที่เกิดจากการนำ “ผ้าแดง” ไปผูกไว้รอบต้นไม้เหล่านั้น ซึ่งบนผ้าแดงทุกแถบ ถูกเขียนไว้ด้วยชื่อและคำอธิษฐานของผู้แสวงบุญที่เดินเท้ามาถึงจุดสุดท้ายแห่งรอยพระพุทธบาท บนเขาคิชฌกูฏแห่งนี้ครับ สองแมวก็ไม่รีรอ ทำบุญใส่ตู้จากนั้นก็เขียนชื่อลงบนผ้าแดงแล้วผูกไว้รอบต้นไม้ในบริเวณนั้น พักถ่ายรูปให้หายเหนื่อย แล้วค่อยเดินกลับทางเดิมครับ

ทางระหว่างรอยพระพุทธบาท มาจนถึงผ้าแดงนี้จะเป็นการขึ้นๆลงๆนะครับ ไม่ได้เดินขึ้นอย่างเดียวเหมือนทางขึ้นมายังรอยพระพุทธบาท และอีกทั้งยังไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ด้วยครับ การเดินมายังผ้าแดงแห่งนี้ ต้องอาศัยทั้งแรงกายและแรงใจ รวมถึงแรงบุญด้วยเช่นกันครับ และเมื่อมาแล้วก็ถือว่านี่เป็น “ครั้งหนึ่งในชีวิต ผู้พิชิตเขาคิชฌกูฏ” ก็ได้ มาถึงแล้ว อย่าลืมถ่ายภาพคู่กับป้ายด้วยนะครับ

สองแมวรู้สึกว่า การเดินกลับ ไม่โหดร้ายเท่ากับการเดินไป (ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน) เราแวะพักกินเส้นจันท์ผัดปูกันระหว่างทางแล้วเดินกลับลงมาจนถึงคิวรถกระบะ จากนั้นก็ดำเนินการเหมือนตอนขึ้นไป คือซื้อตั๋วสำหรับนั่งรถกระบะ 2 เที่ยว ก็จะลงมาถึงพื้นดินโดยสวัสดิภาพครับ

10 : 30 AM

เราลงมาสู่พื้นล่างในตอนสายๆ ซึ่งอากาศก็เริ่มร้อนแล้วครับ จากนั้นสองแมวก็ขับรถกลับไปยังที่พัก เพื่อเก็บสัมภาระ และเดินทางไปเติมอาหารทะเลใส่ท้องกันสักเล็กน้อยครับ มาถึงเมืองจันทบุรีทั้งที หากสองแมวไม่ได้ลิ้มรสอาหารทะเลสดๆ ก็คงจะไม่ถูกต้องครับ แต่สองแมวเชื่อว่า ความอร่อยมักมีการแกะยากอุปสรรคเสมอ ซึ่งคนแถวนั้นแนะนำว่า มีร้านหนึ่งที่เรียกว่าแนะนำกันแบบปากต่อปากมาเป็นเวลานาน ถึงเรื่องความจัดจ้านและความสดของอาหารทะเลแบบจันทบูร ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ที่ใช้บ้านมาเป็นร้านอาหาร และใช้ชื่อเจ้าของมาเป็นชื่อร้าน “ร้านนภา” ครับ

“....... ไหนอ่ะ ร้านนภา??? นี่มันโรงเรียนชัดๆนะ”

“..... เอ่อ เดี๋ยวลองโทรถามทางดูครับ”

บางที จีพีเอส ก็ผิดพลาดครับ การโทรถามร้านเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างน้อยสองแมวก็เดินทางมาถึงแบบเที่ยงนิดๆ พอให้ท้องหิวๆพอดี บรรเลงสั่งไป 3 เมนู ตามที่ป้านภาแกแนะนำครับ ปูนึ่ง แกงส้มไข่ปลา และหมึกผัดไข่เค็มที่ทางร้านบอกว่าไม่เหมือนที่อื่น รออาหารไม่นาน (เพราะคงเป็นวันจันทร์ คนไม่เยอะเท่าไหร่) อาหารก็มา และที่เป็นที่ถูกต้องใจของสองแมวก็คือ “ปูนึ่ง ที่แกะมาแล้ว”

“โหหหห....... เรียงมาสวยเชียว ถ่ายรูปให้เค้าหน่อย”

 

 

มาร้านนี้ เป็นอย่างที่ชาวเมืองเค้าว่ากันไว้ครับ ปูนึ่งที่นี่ ไม่ต้องลำบากแกะเอง เพราะทางป้าเค้าแกะมาให้เสร็จสรรพ และที่สำคัญคือเนื้อแน่นและสดมากครับ มาเจอกับน้ำจิ้มซีฟู้ดที่แซ่บจี๊ด ทานพร้อมข้าวสวย แค่นี้ก็ถึงสวรรค์ชั้นจันทบุรีแล้วครับ นอกจากนั้นแกงส้มก็ดีงาม เนื้อปลาสดไม่คาว ไข่ปลาเคี้ยวหนึบ และพริกแกงถึงเครื่อง สุดท้ายมาถึงตัวที่ป้าแกแนะนำว่าไม่เหมือนที่อื่น หมึกผัดไข่เค็ม แตกต่างตั้งแต่แรกเจอครับ ที่นี่จะผัดแห้งๆ ไม่อมน้ำมัน หมึกนี่นำไปทอดก่อนจนกรอบนอกสีทองสวย แล้วค่อยนำมาผัดกับไข่แดงเค็ม ได้รสชาติที่ไม่เหมือนใครจริงๆ (ป้านภาคุยไว้ว่า เมื่อวานนี้ผู้ว่ามาทานที่ร้าน ก็ให้ผ่านด้วยเมนูนี้เช่นกัน) นอกจากนี้ ป้าแกก็ใจดี ให้สองแมวได้ทานสละลอยแก้วอีก 2 ถ้วยอย่างฟรีๆด้วยครับ (ขอบคุณป้านภา มา ณ ที่นี้)

พูดถึงสละ แน่นอนครับ มาถึงจันทบุรี ของฝากน่าจะเป็นสละหวานๆ สองแมวเดินเตร็ดเตร่ซื้อหาของฝากกันอยู่ ก่อนกลับกรุงเทพฯครับ เรากลับมาทางสายสุขุมวิทเหมือนเดิม เพิ่มเติมตรงที่แวะชมพระอาทิตย์ตกดินที่หาดบางแสนเสียหน่อย รับลมทะเลกันสองแมว ในเวลาที่ท้องฟ้าเป็นสีชมพูอมส้ม ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพด้วยมอเตอร์เวย์โดยสวัสดิภาพกัน “เลิฟยูนะครับ... แมวเล็ก”  (( จบ ))

 

บล็อกเกอร์รีวิวแนะนำ

ยอยักษ์ ตักตะวัน ทะเลน้อย ควายน้ำ นกอพยพ ต้นลำพู – พัทลุง

เหตุการณ์ และความคิดก่อนหน้า พัทลุงไม่ใช่จุดหมายหลักที่ผมออกเดินทางครั้งนี้ด้วยซ้ำ เป็นสุราษฎร์ธานี (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ต่างหากที่ผมเล็งไว้เป็นจุดหม...

5 ก.ย. 2559

ปากประ พัทลุง

  ยอยักษ์กลางทะเล ประกอบด้วยฉากหลังเป็น ก้อนเมฆรูปแปลกตา ดวงตะวันขนาดใหญ่กำลังโพล่พ้นขอบน้ำลอยขึ้นท้องฟ้า ส่องสว่างแสงแรกของวันใหม่ เป็นภา...

8 ก.ย. 2559

สะพานไม้สุดชิว วิถีชาวมอญ สังขละบุรี สะพานมอญ

เกริ่น สะพานมอญ หรืออีกชื่อคือ สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และยาวเป็นอับดับ 2 ของโลก สิ่งที่ผมได้จากการเดินทางไปถ่ายรูปที...

7 ก.ย. 2559

ชมทะเลหมอก ชิมน้ำใจที่เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

สันแนวเขาสลับซ้อนขั้นด้วยม่านปลายหมอกแห่งเขาพะเนินทุ่ง อันดับที่ 20 คือตัวเลขของลำดับความนิยมในหมู่อุทยานแห่งชาติในไทยด้วยกันที่มีต่อ "อุทยานแ...

8 ก.ย. 2559