บล็อกเกอร์รีวิว

โมโกจู ในผืนป่าแห่งความหวัง

MilkyWay Saturday

MilkyWay Saturday

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 6 ก.ย. 2559

Into the woods สู่ผืนป่าตะวันตก

 

คนเราย่อมต้องมีเรื่องที่ “เสียดายที่ไม่ได้ทำ” กันคนละหลาย ๆ เรื่อง คงจะดีหากสะสางสิ่งเหล่านี้ให้ได้ทำเสียในช่วงวัยที่สังขารยังอำนวยให้หัวใจเดินทาง จึงใช้เวลาตัดสินใจไม่นานในการร่วมทริปนี้ เพราะไม่อยากจะมานั่งนึก “เสียดายที่ไม่ได้ทำ” ภายหลัง

เคยได้ยินเรื่องราวของป่าแม่วงก์มาก่อนหน้านี้ หน่วยงานภาครัฐเห็นว่าการสละพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมแล้วเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เพื่อสร้างเขื่อนนั้นเป็นผลดีกับชาวบ้านในพื้นที่ราบลงมาในยามหน้าน้ำไม่ให้หลากเข้าท่วม และมีที่กักเก็บน้ำในยามแล้ง เป็นการจัดสรรทรัพยากรเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น แต่นักอนุรักษ์นั้นมองกลับกัน ถึงแม้จะเป็นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์แต่เป็นหัวใจของแม่วงก์ เป็นป่าที่สมบูรณ์ที่สุด และเป็นบ้านหลังใหญ่ของเสือเมืองไทย เกิดกระแสค้านเขื่อนขึ้นอย่างที่ได้เห็นกัน เราเองก็ไม่แน่ใจนักว่าแท้ที่จริงแล้ว การสร้างเขื่อนแม่วงก์จะมีใครได้รับหรือเสียผลประโยชน์กันไปมากน้อยเท่าไหร่ 

แม้มีประสบการณ์การเดินขึ้นเขาไม่กี่ครั้ง แต่ด้วยอารมณ์ยังสดใหม่จากการปีนยอดดอยหลวงเชียงดาวมาก่อนหน้าไม่นาน ทำให้นึกลำพองในใจ “ขึ้นดอยหลวงมาแล้วไปเดินดอยไหนก็สบาย” 5 วัน 4 คืนในป่าคงไม่ยากเย็นอะไร ยึดการกินง่ายอยู่ง่ายเข้าไว้ ที่เหลือก็กินลมชมวิวเก็บภาพสวย ๆ มาให้คนเมืองอิจฉา ทำตัวเป็นภาระเพื่อนตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินทางโดยไม่วางแผนเอง ฝากผีฝากไข้ไว้กับ “อิม” กับสาวเหนือคนหนึ่งที่คุยกันผ่านไลน์ รอไปผูกมิตรกันในป่า

 

 

ยิ้มเจื่อน ๆ รับข่าวเมื่อถึงอุทยานว่าทริปนี้ไม่มีลูกหาบ เริ่มกังวลกับชีวิตในป่าห้าวันกับสัมภาระส่วนตัวและอาหารที่ต้องแบก เจียมเนื้อเจียมตัวว่ายังอ่อนหัดนักในเรื่องนี้ กลัวจะเป็นภาระของทีมเสียจริง

วันแรกของการเดินเท้าเข้าป่าจากอุทยานถึง แคมป์แม่กระสา ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร พร้อมเป้สัมภาระ 13 กก. โชคยังดีที่มีรถกระบะของเจ้าหน้าที่ผ่านมาเลยโยนกระเป๋าขึ้นรถไป ประเมินตนเองเอาไว้แล้วว่าผ่อนอะไรได้ควรผ่อนอย่าพยายามผืนตัวเองเพราะสุดท้ายภาระจะไปตกอยู่ที่เพื่อน เดินด้วยความปะเดิดเก้อเขินเพราะเป็นคนเดียวที่ไม่มีสัมภาระติดบ่า แถมยังลืมอาหารกลางวันติดเป้ไปอีก เลยต้องจ้วงห่อข้าวเพื่อนระหว่างพักกลางทาง ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเอาเปรียบเพื่อนกันไปใหญ่...

 

 

เจ้าหน้าที่นำเดินป่าดูแลทีมเราชื่อพี่สมบัติทั้งคู่ เรียกชื่อครั้งเดียวหันมากันทั้งสองคน สัตว์มากมายฝากรอยเท้าเอาไว้บนถนนดินให้พี่สมบัติเก็บข้อมูลไปตลอดทาง อีเห็น เก้งกวาง ไปจนถึงรอยเท้าเสือก็มีให้เห็น เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลก่อนออกเดินทางเกี่ยวกับเสือว่า โดยธรรมชาติของเสือจะไม่ออกมาให้คนเห็น โอกาสน้อยมากจนแทบไม่มีถ้าเราจะเดินไปเจอเสือในป่าโดยบังเอิญ เพราะมนุษย์ไม่ใช่ห่วงโซ่อาหารของเขาแถมยังจะไปล่าเขาเสียอีก พอเสือได้กลิ่นหรือได้ยินเสียงก็จะไปซ่อนทันที ใครเดินเจอเสือถือว่าโชคดี...จริง ๆ นะ อืมม 

 

วันที่สอง จากแคมป์แม่กระสาเดินใต้ร่มป่าไผ่สบาย ๆ ถ้าไม่นับสัมภาระบนบ่า เดินง่ายไม่รกมีเพียงใบไผ่คลุมผืนดินเท่านั้น แสงแดดลอดผ่านลำไผ่ลงมาเป็นเส้นสวยกว่าสปอร์ตไลท์ในโรงละครไหน ๆ ก่อนน้ำจะหมดขวดมีลำห้วยสายเดิมให้เติม มอสส์เกาะโขดหินแสดงให้เห็นถึงความเย็นชื้นของที่นี่ ต้นไม้ใหญ่ล้มเอนพาดขวางลำห้วยกลายเป็นสะพานที่แต่งด้วยสีเขียวของมอสส์ กรอกน้ำจากธรรมชาติใส่ขวดจนเต็มหายเหนื่อยแล้วก็ออกเดินต่อ จากแม่กระสาถึงแคมป์แม่รีวาระยะทาง 4.5 กม. ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง วันนี้จึงมีเวลาเหลือเดินไปน้ำตกแม่รีวาหลังจากกางเต็นท์เสร็จ ผืนป่าระหว่างทางไปน้ำตกสมบูรณ์ดี ยังคงมีร่องรอยของสัตว์ป่าให้เห็น เสือตัวหนึ่งถ่ายมูลเอาไว้ให้พี่สมบัติเก็บข้อมูล ในมูลมีเส้นขนและกีบเท้าเล็ก ๆ ของสัตว์ชนิดหนึ่งคาดว่าเป็นเก้ง รอยสัตว์ยิ่งมาก นั่นหมายถึงป่ายิ่งสมบูรณ์ 

 

วันที่สามมหาโหด ออกเดินตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง หอบเหนื่อยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เดินไต่ความสูงระดับ 300 เมตร ขึ้น 1900 เมตร หอบมหาหอบ เหงื่อไหลไคลย้อยเป็นลิตรแบบที่ไม่เคยไหลขนาดนี้มาก่อน เดินไม่คล่องตัวเพราะความอวบ(ระยะสุดท้าย) และสัมภาระที่หนักแบบที่ไม่เคยแบกเป้หนักขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เสียงหัวใจเต้นแรงเหมือนอยู่นอกอก หายใจยากอย่างกับไม่ได้ใช้จมูกตัวเองหายใจ ร่างกายของเราแท้ ๆ กลับต้องทำความเข้าใจให้มันทำงานประสานกันเสียใหม่ ยังดีที่ “พี่ติ๊บ” คอยดูแลในช่วงที่คิดว่าจะเดินไม่ไหว บอกวิธีผ่อนลมหายใจเมื่อหอบแรงขึ้นและจับจังหวะการเดินของตัวเองให้ได้ ไม่ต้องรีบจ้วงเดินตามใครให้ทัน เดินช้าหน่อยแต่ยังไงก็ถึง ลมเกือบจับไปหลายทีกว่าจะถึงจุดพักกินข้าว คลอง 1 การแกะห่อข้าวกลางป่าวันนี้เลยทำให้เข้าใจถึงคำว่า กินเพื่ออยู่ รสชาติที่จริงไม่มีส่งผลต่อการทำงานของร่างกายเลย ยัดข้าวลงท้องเพื่อให้มีแรงเดินต่อทั้งๆที่เหนื่อยเกินกว่าจะหิว รองเท้าเริ่มปริแตก ช่วยเพิ่มความลำบากในการเดินขึ้นอีกนิด อืมม...จะถึงกันไหมเนี่ย หินเรือใบ

 

 

จุดพักเติมน้ำคลอง 1 เป็นป่าชื้น โชคที่ที่ฝนทิ้งช่วงมาซักพักไม่อย่างนั้นเราคงมีทากเกาะไปกันคนละตัวสองตัว จากคลอง 1 เดินขึ้นคลอง 2 ทางเดินยังคงลาดชันไม่หยุดหย่อน มีช่วงพื้นราบให้พักขาบ้างเพียงสั้น ๆ ก่อนจะลาดลงเข้าคลอง 2 ในใจคิดว่าอย่าลาดลงกว่านี้เลย เพราะยิ่งลงเท่าไหร่เรายิ่งต้องเดินชันขึ้นอีกเท่านั้น ก่อนขึ้นแคมป์ตีนดอยต้องช่วยกันแบกน้ำเพื่อใช้ทำอาหาร อิมคงดูสภาพเราแล้วเลยบอกว่าน้ำพอแล้วไม่ต้องแบกขึ้นไป เกรงใจเพื่อนไปอีก ที่แบ่งเบาทีมไม่ได้แถมยังเป็นตัวอ่อนสุดในทีมอีก 

แคมป์ตีนดอยเป็นจุดกางเต็นท์ใต้เงาต้นไม้ใหญ่ลมพัดใบไม้หวีดหวิว แสงแดดลอดลงมารำไรเหมือนจิตรกรไล่น้ำหนักสีบนผืนผ้า กางเต็นท์ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ดีหว่าพักโรงแรมหรูเป็นไหน ๆ จัดการเช็คอินที่พัก 8 ดาวเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวขึ้นพิชิตยอดหินเรือใบ หยิบไฟฉายเตรียมพร้อมสำหรับขากลับเข้าที่พัก

 

ยอดหินเรือใบเป็นจุดพิกัดรอยต่อระหว่างป่าแม่วงก์กับป่าห้วยขาแข้ง ผืนป่ากว้างไกลสุดลูกตา ต้นไม้ด้านล่างฟูฟ่องไม่มีวี่แววของการเสื่อมโทรมให้เห็น พี่สมบัติยืนยิ้มให้ผืนป่าด้านล่าง แล้ววิทยุแจ้งหน่วยว่าพวกเราถึงยอดหินเรือใบปลอดภัยกันทุกคน ปิดฉากวันที่สามของการใช้ชีวิตในป่าด้วยวิวหินเรือใบ พลัดกันถ่ายรูปเก็บไว้เพราะในชีวิตนี้จะได้มายืนที่นี่ซักกี่ครั้งก็ไม่รู้ เราไม่ลืมจะถ่ายรูปรองเท้าเจ้ากรรมคู่กับวิวของที่นี่ ปริแตกแล้วยังอุตส่าห์พากันมาไกลถึงบนนี้ แหม...ขอบใจจริง ๆ 

 

 

 

จุดสูงสุดไม่สุดยอดเท่ากับกลับมาจุดเริ่มต้นอีกครั้ง แสงอาทิตย์ไล่ความชื้นลอดเงาไม้ใหญ่จากทิศตะวันออก ควันจากกองไฟลอยขึ้นในม่านแสง สวยจนอดใจไม่ไหว ไปบังคับเพื่อนถ่ายรูปให้ใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อนเดินลงเขาเพื่อเข้าแคมป์ที่พักของคืนสุดท้ายที่แม่กระสาด้วย เอ่อออ...อ รองเท้าทรยศเจ้าของคู่เดิม

เท้าบวมและเริ่มระบมเพราะปลายเท้ากระแทกตลอดในขาลง ทุลักทุเลอย่างหนักเมื่อเท้าใช้งานได้ไม่เต็มที่ร่างกายเลยเสียจังหวะไปตาม ๆ กัน เป็นภาระให้พี่เจ้าหน้าที่เดินปิดขบวน ถึงจุดพักกินข้าวแคมป์แม่รีวาเป็นคนสุดท้าย จำเป็นต้องหยิบยืมรองเท้าแตะเพื่อนที่ใหญ่กว่าเท้าตัวเองมาใส่ คราวนี้เดินฉิวเพราะหน้าเท้าไม่กระแทกแล้ว ชีวิตการเดินป่าดีขึ้นมากด้วยรองเท้าแตะแทนที่จะเป็นรองเท้าเดินป่า ถึงแคมป์แม่กระสาก่อนค่ำพักที่นี่เป็นคืนสุดท้าย ก่อนการเดินปิดทริปสี่คืนห้าวัน ในวันพรุ่งนี้

วันสุดท้าย กระเป๋าหนักกว่าเดิมเพราะมีเสื้อผ้าบางชิ้นที่เปียกชื้นแถมยัดรองเท้าเข้ากระเป๋าไปอีกหนึ่งคู่ เราว่าถนนดินเดินยากว่าการเดินในป่าเพราะไม่มีเงาต้นไม้ให้หลบแดด อากาศร้อนทำให้ตัดกำลังในการเดินไปมาก ระหว่างทางมีรอยช้างกลมใหญ่หลายขนาด เดินมาหากินตามทางน้ำไหล พักกินข้าวกลางถนนเสียงวัวป่าดังมาจากป่าไผ่ข้าง ๆ กินไประแวงไปกลัววัวจะพุ่งออกมาจากป่า

 

อึดใจสุดท้ายก่อนถึงอุทยาน เดินกำหนดจิตตัวเองว่า โค้กหนอ เป๊ปซี่หนอตามวิถีคนเมืองซึ่งมันก็ได้ผล เดินฉับ ๆ เข้าอุทยานด้วยรองเท้าแตะและความกระหายสุดขีด ถ่ายภาพสุดท้ายของทริปด้วยอิริยาบทศิโรราบแล้วต่อผืนป่าแห่งนี้ 

สี่คืนห้าวันที่มีแค่ปัจจัยสี่ กินใช้น้ำห้วย ไม่มีอดีต ไม่พะวงอนาคตอยู่กับปัจจุบันทุกย่างก้าว เคยได้ยินท่านพุทธทาสกล่าวไว้ เจ้ามาตัวเปล่าเจ้าจะเอาอะไร แต่มาที่นี่หินเรือใบบอกว่าเจ้าแบกมาเท่าไหร่ ก็ควรจะเอากลับออกไปเท่านั้นอย่าทิ้งให้เป็นภาระของธรรมชาติ เคยเห็นคนพันธ์ุหนึ่งนิยมท่องไพรกันเป็นชีวิต ถวิลหาความลำบากเหมือนแง่งอนมากับหมอนมุ้งที่บ้าน ออกมานอนกลางดินกินกลางทรายให้ริ้นไรมันตอมเล่น ๆ เมื่อก่อนเรานึกสงสัยว่าการท่องเที่ยวไปตามป่าเขานั้นมันจะเรียกได้ว่าเป็นการพักผ่อนได้อย่างไร อยู่กับสภาพอากาศที่อาจจะทำให้ป่วยไข้กันได้ง่าย ๆ คนพันธ์ุนี้คงดูประหลาดดีในสายตาของคนส่วนใหญ่ ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าการหาประสบการณ์ชีวิตในป่า มันทำให้เราได้รู้ว่าชีวิตที่แท้มันเป็นอย่างไร

เพียงปัจจัยสี่นั้นอาจจะไม่เพียงพอสำหรับชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าในเมืองใหญ่ เข้าป่าหาประสบการณ์ 5 วัน กินน้ำจากลำห้วยเดียวกันกับสัตว์ป่า ไม่มีร้านสะดวกซื้อ มีเพียงมีเสื้อผ้าให้กายอุ่น มีข้าวให้กินอิ่มท้อง มีเต็นท์กันลมกันน้ำค้าง มีหยูกยาเอาไว้บรรเทาร่างกายยามเจ็บป่วยนั่นก็คงเพียงพอแล้ว ป่าสอนให้เราได้รู้จักว่าชีวิตจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราๆ มีชีวิตที่แท้จริงนั่นคืออากาศที่ต้นไม้ผลิตให้ แต่ก็แปลกดีที่คนจำนวนหนึ่งคิดจะหาผลประโยชน์จากผืนป่ามากกว่าจะรักษาอากาศดี ๆ เอาไว้ให้ตัวเองได้หายใจ 

บล็อกเกอร์รีวิวแนะนำ

หลงไปในยุโรปที่ "บางกอก"

เพราะความหลงใหลในเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแบบตึกฝรั่งที่วางตัวสง่าในมุมนั้นมุมนี้ของมหานคร ผมจึงเริ่มศึกษาและค้นพบว่า ตึกเหล่านี้ล้วนมีเรื่องราวที่บ่งบอกคว...

16 พ.ค. 2559

ลัดเลาะเลียบขอบโขง

ประมงพื้นบ้านแถวบ้านหาดบ้าน   วันเวลาล่วงผ่าน หลายสิ่งหลายอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเจริญ แต่อีกมิติหนึ่งเรายังคงได้พบเห็นวิถีชีวิตด...

9 ก.ย. 2559

ปีนช้างที่เขาช้างเผือก

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของเขาช้างเผือก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ในฝันของคนชอบเดินป่า ผจญภัยท้าทาย เพื่อพิชิตสันคมมีด สันเขาส...

2 ก.ย. 2559

หนีร้อนไปนอนเกาะใหม่ ใจกลางจังหวัดตราด

  หากจะถามว่าคุณรู้จักที่เที่ยวไหนในตราดบ้าง เชื่อว่าส่วนใหญ่หนีไม่พ้นที่จะตอบว่า เกาะช้าง เกาะหมาก หรือไม่ก็เกาะกูด แต่รู้หมือไร่ ที่ตราด...

6 ก.ย. 2559