บล็อกเกอร์รีวิว

เพชรบุรีเมืองแสนดี มาทั้งทีต้องเที่ยวให้ได้ 3 น้ำ

Chittanun

Chittanun

จังหวัดเพชรบุรี 5 ก.ย. 2559

 ขึ้นชื่อว่าจังหวัดเพชรบุรี ใครๆก็ต้องคิดถึงทะเล ใช่มั๊ยค่ะ เพราะชายหาดของจังหวัดเพชรบุรี ไม่ว่าจะเป็นหาดเพชร หาดเจ้าสำราญ หาดปึกเตียน และชายหาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่างหาดชะอำ ไม่ว่าจะรุ่นไหน อายุเท่าไหร่ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็มานั่งทอดกายสบายอารมณ์ได้สบายๆ แต่ใครจะรู้กันล่ะ ว่าจังหวัดเพชรบุรีไม่ได้มีดีแค่น้ำทะเลอย่างเดียวนะ วันนี้พึ่งพาจะขอพาชมความงดงามของสายน้ำในแบบที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้เลยก็ได้ เพราะนอกจากจะสวยงามตามแบบธรรมชาติแล้ว ยังมีความงดงาม ด้านชีวิต ประเพณี และทางประวัติศาสตร์อีกด้วยตามมาชมกันนะคะ
          เอาล่ะ พึ่งพาขอมาเริ่มต้นที่จุดชมวิวชายหาดชะอำค่ะ ชายหาดชะอำเป็นน้ำแรกของจังหวัดเพชรบุรีที่พึ่งจะพามาสัมผัสกัน น้ำแรกที่พึ่งพาจะพาทุกท่านมารู้จักคือ “น้ำทะเล” 

 

ชายหาดทั้งหมดของจังหวัดเพชรบุรีล้วนแล้วแต่อยู่ทางด้านฝั่งตะวันออก หรือด้านอ่าวไทย กิจกรรมที่ใครก็ตามที่มาเยือนคือชมพระอาทิตย์ขึ้น

 

 

แต่เดิมหาดชะอำ มีชื่อว่า “ชะอาน” ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพไปทางใต้ ได้นำไพร่พล ช้าง ม้ามาแวะพัก ชำระอานอยู่ที่นี่ จึงได้เรียกสถานที่นี้ว่า “ชะอาน” ต่อมาได้เพี้ยนเป็น “ชะอำ” คงน่าจะเป็นเพราะคนเพชรบุรีพูดกันเป็นภาษาถิ่นฮ่วนๆ ล่ะคะ

        สมัยก่อนชะอำเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ มีน้ำจืดตามธรรมชาติใช้บริโภค สภาพทางภูมิศาสตร์บนพื้นดินก็เป็นป่าไม้เขตร้อน มีชายหาด ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ทำนา แถมมีทางรถไฟแล้วด้วยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2459 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 

        สมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ท่านทรงมาแปรพระราชฐานอยู่ที่พระราชวังมฤคทายวัณ พระองค์ท่านคงน่าจะได้แวะเวียนมาบ้างล่ะ จนกระทั่ง พ.ศ. 2464 พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยานราธิปประพันธ์พงศ์ รวมถึงพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ มาจับจองตั้งรกรากอยู่บริเวณอำเภอชะอำ ปัจจุบันถนนเลียบชายทะเลที่ใช้สัญจรไปมาของหาดชะอำจึงมีชื่อว่า “ถนน นราธิป” อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

เล่าเรื่องชะอำมามากแล้วมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดนี้กันดีกว่า

 

 

เพราะว่าหาดแห่งนี้ไม่มีแสงสี สถานบันเทิงมากมายเหมือนหาดอื่นๆ จึงเหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบครอบครัว เพื่อนกันน่ารักๆ เวลาพึ่งมาเที่ยวที่นี่จึงรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเป็นพิเศษ

 

 

เช้าๆแบบนี้ที่หาดชะอำจะมีพ่อค้าแม่ขายมาตั้งร้านอาหารเช้าริมหาดให้เลือกหลายร้าน ยกตัวอย่างเมนูที่พึ่งพาเลือกวันนี้คือ ไข่กระทะค่ะ น่าทานปล่าวล่ะ

 

ไม่ใช่มีแต่ไข่กระทะนะคะ ยังมีโจ๊ก ข้าวต้มทะเล ข้าวต้มทรงเครื่อง หมูปิ้ง น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋อีกด้วย เรียกได้ว่านั่งกินอาหารเช้าไปก็ซึมซับวิตามิน E ยามเช้าจากพระอาทิตย์ริมหาดไปด้วย แถมด้วยบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นริมชายหาดอีก อะโห้.... ควรพลาดเปล่าล่ะ ถ้าชีวิตจะดีขนาดนี้!!

ภาพที่คุ้นเคยของชายหาดชะอำอีกสักภาพ

 

 

น้ำต่อไปพึ่งจะขอพาทุกท่านไปยังอำเภอท่ายางนะคะ การเดินทางในครั้งนี้พึ่งพาใช้รถส่วนตัวเพื่อง่ายและสะดวกต่อการ แวะ และเดินทาง


     ถึงแล้ว!! น้ำที่สองของเรา “น้ำจืดค่ะ” เห้ย!! น่าเล่นอะ!!

 

 

น้ำจืดของจังหวัดเพชรบุรีเนียะพึ่งว่าหลายคนยังไม่รู้ใช่มั๊ยคะว่า จังหวัดเพชรบุรีมีแม่น้ำ ค่ะ!! ที่นี่เรียกแม่น้ำ แม้คนจังหวัดอื่นๆ จะเรียกว่าคลองก็ตาม มันไม่กว้างเหมือนที่อื่นหนิ
        จะขอเล่าก่อนว่าแม่น้ำเพชรบุรีถือว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญของคนจังหวัดนี้เชียว เพราะเป็นเส้นเลือดใหญ่ใช้หล่อเลี้ยงคนทั้งจังหวัดเลย จะเห็นได้ว่าคนจังหวัดนี้รักและรักษ์แม่น้ำเพชรบุรีเป็นพิเศษ และไม่ใช่รักธรรมดาด้วย บอกเลยว่าพวกเค้ารักมาก
        ความไม่เหมือนใครของแม่น้ำเพชรบุรีคือเป็นแม่น้ำสายเดียวในประเทศไทยที่ไหลจากล่างขึ้นบน โดยต้นกำเนิดอยู่ที่ อำเภอแก่งกระจาน เป็นป่าต้นน้ำของจังหวัดนี้ ผ่านอำเภอท่ายาง บ้านลาด อำเภอเมือง และลงสู่อ่าวไทยที่ อำเภอบ้านแหลม เป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดอยู่ในจังหวัดเดียว อยู่ให้คนเพชรบุรีใช้สอยแค่ในจังหวัดเดียว แล้วไหลออกทะเลในจังหวัดไปเลย อินดี้เปล่าล่ะ

 

 

         สถานที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลของอำเภอท่ายางที่อนุญาตให้ประชาชน มาลงเล่นน้ำได้ค่ะ ดูสิเด็กๆ ดูมีความสุขมากเลย 

 

 

เพราะว่าก้นแม่น้ำเป็นหินกรวดค่ะ น้ำที่นี่เลยใสมากไม่ขุ่นเท่าไหร่ ลงไปกวนยังไงก็ไม่ขุ่น อีกประการที่ทำให้แม่น้ำเพชรบุรีมีความสำคัญมาก เพราะว่าเป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สายในประเทศไทยที่ถูกใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น 

          ในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์ ในพิธีบรมราชาภิเษก มีปรากฏในตราสารว่า “ให้พระยาเพชรบุรีตักน้ำที่บริเวณท่าไชยจำนวน 1 หม้อ เอาผ้าขาวหุ้มปากหม้อ ด้ายผูกติดมันตราประจำครั่งแต่งให้กรมการผู้ใหญ่คุมลงไปส่งยังพระนคร”

          รัชกาลที่ 6 ก็ยังใช้น้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีในพระราชพิธีด้วยค่ะ นอกจากนี้น้ำในแม่น้ำเพชรบุรียังเป็นส่วนประกอบในเครื่องต้นเสวยในรัชกาล 6 ด้วย พระองค์ได้ทรงกล่าวไว้ในพระราชหัตถเลขาถึงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีความตอนหนึ่งว่า "...เรื่องแม่น้ำเพชรบุรีนี้ เคยทราบมาแต่ว่าถือกันว่าเป็นน้ำดีเคยได้ยินพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 5 รับสั่งว่านิยมกันว่ามันมีรสแปลกกว่าลำน้ำเจ้าพระยา และท่านรับสั่งพระองค์เองเคยเสวยน้ำเพชรบุรีเสียจนเคยแล้วเสวยน้ำอื่นๆไม่ อร่อยเลยต้องส่งน้ำเสวยจากเมืองเพชรบุรีและน้ำนั้นเป็นน้ำเสวยจริงๆตลอดมา กาลปัจจุบัน" จึงนับว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวเพชรบุรีเลยทีเดียว ว่าน้ำจากแม่น้ำบ้านฉัน รสชาดดีขนาดพระเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6)ยังทรงโปรดมาก นั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งค่ะที่ทำให้ชาวจังหวัดเพชรบุรีรักษาแม่น้ำ ห่วงแหนและอนุรักษ์จากรุ่นสู่รุ่นเสมอมา

 

 

แม้กระทั่งในรัชกาลปัจจุบัน พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชฯ ก็ยังมีการนำน้ำจากแม่น้ำเพรชบุรีมาใช้ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสด้วยค่ะ

          สำหรับน้ำที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ มีทั้งหมด 5 สายด้วยกัน คือแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และ แม่น้ำเพชรบุรีค่ะ

          กลับมาที่แม่น้ำเพชรบุรีอำเภอท่ายางตรงนี้ดีกว่า สังเกตมั๊ยคะ ว่าทั้งสองฝั่งแม่น้ำมีต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย แถมยังให้ร่มเงาแก่ผู้มาพักผ่อนด้วย

 

 

          บริเวณนี้ยังมีอาหาร น้ำดื่ม ของหวาน จำหน่ายด้วยนะคะ หากมีโอกาสได้มานั่งทาน อย่าทิ้งขยะลงแม่น้ำเชียวนะคะ ทิ้งตามจุดที่เค้าจัดไว้ให้ มิเช่นนั้นจะโดนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอยู่ปรับเงิน และทำโทษค่ะ

 

 

           ก่อนจะออกจากอำเภอท่ายาง มาลองของดีเพชรบุรีที่ไม่ค่อยมีคนรู้อีกกันดีกว่า พึ่งมาเจอที่บริเวณที่เค้าขายอาหารริมแม่น้ำพอดี แต่นแต๊น!! 

 

 

          ลอดช่องน้ำตาลข้นค่ะ มันต่างกับลอดช่องทั่วไปยังไง?

           ก็ตรงที่ ที่นี่จะเอาน้ำตาลโตนดสดๆ จากต้นตาล เคี่ยวจนข้นๆ มีกลิ่นหอมของน้ำตาลตโนดมาใส่ในลอดช่องน่ะสิ ไม่ใช่เพียงแต่ลอดช่องเท่านั้นนะคะ ทับทิมกรอบ ซาหริ่ม ก็ใส่น้ำตาลข้น ใส่น้ำแข็งเย็นๆ ราดกะทิ บอกเลย อร่อยชื่นใจสุดๆ 

          เอาล่ะพึ่งจะพามาดูแม่น้ำเพชรบุรีในอำเภอเมืองหน่อยดีกว่าค่ะ บริเวณนี้เป็น ท่าน้ำบริเวณวัดตลาดเก่าเพชรบุรี

 

 

          จะเห็นว่าด้านล่างเป็นโคลนไม่เหมือนที่ อำเภอท่ายาง เพราะว่าตรงนี้ใกล้ออกทะเลแล้ว เลยมีลักษณะเป็นดินเลน ชาวบ้านที่นี่กล่าวว่าเมื่อก่อนมีชาวต่างชาติ ทั้งจีน แขก ฝรั่ง มาจอดเรือค้าขายในระแวกนี้ บ้างก็ทิ้งสิ่งของ บ้างเรือก็จมลง เคยมีอาจารย์ นักโบราณคดีมางม บางทีเจอจานชาม เครื่องใช้ไม้สอยที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ถ้าอยู่ระแวกบริเวณวัดจะเจอหม้อตาล อันนี้เอาไว้ใส่เถ้ากระดูกลอยอังคารกันนะคะ แหะๆ นู้น!! ที่เค้าไปงมมาก็เอาขึ้นมาเรียงไว้ริมเขื่อนน้ำอย่างที่เห็น =__=!! 

 

 

          มาถึงน้ำสุดท้ายที่จะพาไปชมกัน แต่ว่า... มาเที่ยวทั้งที พึ่งพาเธอจะไม่พาไปกินอะไรหน่อยหรือ มาๆ ขับรถออกจากตัวเมือง ที่ถนนเพชรเกษมสายเก่าที่เรียงรายไปด้วยร้านขนมชื่อดังของจังหวัดเพชรบุรี ร้านทอดมันแม่จุก(ร่มเขียว) 

 

 

          ร้านนี้ทอดมันปลาทั้งนุ่มเหนียว เคี้ยวมัน กรอบนอกด้วยอีกตั้งหาก หากมาเช้าๆ อย่าพลาดขนมจีนทอดมันของดีเพชรบุรีอีกอย่างนึงนะคะ เสียดายพึ่งมาก็ บ่ายแล้ว เลยอดขนมจีนได้กินแต่ทอดมัน

 

 

 

          มาถึงน้ำสุดท้ายที่น้อยนักจะมีคนรู้ว่าที่เพชรบุรีก็มีกับเค้าด้วยนั้นคือ “น้ำแร่” สถานที่ที่พึ่งพาจะขับรถไปต่อ อยู่ที่อำเภอหนองหญ้าปล้องค่ะ การเดินทางอันนี้พึ่งขอแนะนำให้เตรียมสภาพรถ และน้ำมันให้พร้อม เพราะระยะทางสำหรับคนไม่ชำนาญทางจะรู้สึกว่าไกลมาก ลึก และไม่ค่อยมีคนเข้าไป บ้านเรือนก็ไม่ค่อยจะมี แต่ที่นี่มีดีอยู่ข้างใน ไปกันเถอะ!!
          จากถนนเพชรเกษมออกมาจากอำเภอเมืองมุ่งไปยังกรุงเทพฯ หาป้ายเลยค่ะ ว่าทางไหนเป็นทางไป บ่อน้ำพุร้อนหนองหญ้าปล้อง ทางไปเป็นทางเลี้ยวที่อยู่ตรงข้ามเขาย้อย เลี้ยวซ้ายเข้าไปเลย!! ถนนที่ไปอยู่ในสภาพดีค่ะ ไม่ต้องห่วง มีป้ายบอกทางตลอด รับรองไม่ต้องกลัวหลง สองข้างทางวิวธรรมชาติ ยิ่งใกล้บ่อน้ำร้อนยิ่งสวยมากค่ะ เพราะอยู่ใกล้ๆ เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแล้ว และในที่สุดพึ่งก็มาถึง

 

 

     เราเอารถมาจอดไว้ที่ลานจอดรถค่ะ แล้วนั่งรถกระบะสองแถวในราคาไป-กลับ 20 บาทต่อคนเข้าไปในน้ำพุร้อนอีก ราวๆ 1 กิโล หรือใครจะเดินชมนกชมไม้ระหว่างทาง ไม่ขึ้นรถไปก็ไม่ว่ากัน
         พอมาถึงขอแนะนำให้ไปกราบไหว้ เจ้าพ่อจ่อ และเจ้าแม่ดาวเรือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาที่นี่อยู่ก่อนค่ะ

 

 

          นี่คือบ่อน้ำร้อน เดิมทีเป็นเพียงน้ำร้อนผุดขึ้นมาค่ะ ต่อมา ชาวบ้านและหน่วยงานในชุมชนก่อสร้างบ่อขึ้นมา เพื่อกั้นไม่ให้คนเข้าไปในบริเวณบ่อน้ำ กั้นรั้วไว้ด้วยเพื่อรักษาความสะอาด พึ่งก็ได้เพียงแต่ยืนดูนี่ล่ะ อย่าโยนอะไรลงไปเลยนะคะ ชาวบ้านที่นี่ค่อนข้างห่วงแหนมาก มีอะไรแปลกปลอมนิดเดียว แม้กระทั่งใบไม้ร่วง เค้าก็เก็บออกแล้ว

 

 

 

          น้ำในบ่อใสสะอาด ส่วนพื้นด้านล่างเป็นสีเขียวมรกต และบางที่เป็นสีเหลือง ซึ่งเป็นตะกอนของแร่ธาตุในน้ำค่ะ ส่วนน้ำที่นี้มีอุณหภูมิถึง 49 องศา

 

 

              หากอยากพิสูจน์ว่าร้อนแค่ไหนกันเชียว ระดับ 49 องศานี่จิ๊บๆ ก็มีธารน้ำเล็กๆ ที่ชาวบ้านทำไว้ให้แช่เท้าทดสอบดูค่ะ

 

 

         แช่ได้ไม่ควรเกิน 15 นาทีค่ะ ทีแรกเอาลงไปจุ่มนี่สะดุ้งเลย พอปรับได้สักพักก็อยู่ตัว

 

 

          จะแช่เท้านี่เห็นจะธรรมดาไป จะบอกให้เด็กๆ ที่นี่บริการนวดตัว นวดเท้าด้วยนะ เด็กๆนวดสบายๆ มากค่ะเคลิ้มเลยทีเดียว สำหรับค่าบริการให้ตามสะดวกเป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้น้องๆ ได้มีรายได้บ้าง

 

 

        จะบอกว่าหลังจากแช่เท้าแล้วก็สบายเลยค่ะ สำหรับใครก็ตามที่เดินมาจากลานจอดรถ ถึงบ่อน้ำร้อน ระยะทาง 1 กิโลแล้วมาแช่เท้าเนียะ ขากลับเดินสบายมากเลยล่ะ
          นอกจากนี้บริเวณลานจอดรถและร้านอาหาร ยังมีห้องอาบน้ำแร่ไว้บริการเพียงท่านละ 30 บาทด้วยนะคะ ผ้าเช็ดตัวอีก 10 บาท ราคากันเอง ห้องอาบน้ำก็สะอาด อันนี้เนื่องจากเป็นห้องอาบน้ำก็เลยไม่ได้ถ่ายมาให้ดูค่ะ เกรงใจเค้า > . <

 

 

           ว้าววว....ดูสิจังหวัดเพชรบุรีจังหวัดเดียว มีดีขนาดไหน มีทั้งน้ำทะเล น้ำจืดจากแม่น้ำ และน้ำแร่จากบ่อน้ำพุร้อน ที่สำคัญสังเกตมั๊ยคะ ว่าชาวบ้านหรือผู้คนที่มาอยู่จังหวัดนี้รักษาแหล่งต้นน้ำที่ใช้บริโภค และทำมาหากินอย่างดี พวกเค้าภาคภูมิใจและรักษาในสิ่งที่มี จากรุ่นสู่รุ่น จะเห็นได้จากทุกวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และชาวเมืองเพชรบุรีจะร่วมกันถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะดูแลรักษา ฟื้นฟูบำรุง แม่น้ำแห่งนี้ให้สะอาด ที่ท่าน้ำบริเวณรามราชนิเวศน์ หรือวังบ้านปืน ซึ่งเป็นธรรมเนียมเริ่มมาตั้งแต่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2541 ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จทรงหลั่งน้ำจากคนโท คืนชีวิตแก่แม่น้ำเพชรบุรีแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

        การเดินทางในครั้งนี้ไม่ไช่แค่ความสนุก ไม่ใช่แค่ได้ชมความสวยงาม หากเรารู้จักเรียนรู้ความเป็นมา และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนที่ชาวเพชรบุรีได้สอนลูกหลานไว้ และปฏิบัติให้เห็นสืบต่อกันมา ของดีก็จะอยู่ไปชั่วลูกชั่วหลานนานเท่านาน ตามสภาพที่ควรจะเป็น

         พึ่งพาว่าประเทศของเรามีอะไรดีๆ และสวยงามอีกเยอะแยะ หากพึ่งมีโอกาสจะมาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ ไม่รู้ว่าชอบเที่ยวไป เล่าเกร็ดความรู้เชิงศิลปะวัฒนธรรม หรือความรู้เชิงประวัติศาสตร์แบบนี้กันบ้างหรือเปล่า สามารถแนะนำติชมกันได้ค่ะ อยากจะมาเล่าให้ฟังอีกบ่อยๆ สำหรับทรปนี้ต้องลาไปก่อน สวัสดีค่ะ     

ข้อมูลการเดินทาง

หาดชะอำ : มีรถตู้โดยสารจากอนุเสาวรีย์ และท่ารถพระราม 2 (ฝั่ง Big C พระราม 2 ตรงข้ามเซนทรัล) ราคาค่าโดยสาร อันนี้พึ่งไม่ได้อัพเดทมานานแล้วค่ะ ไม่น่าเกิน 150 บาทต่อท่าน จำได้ว่าซื้อตั๋วไปกลับ ลดราคาด้วย รถจะไปจอดที่สี่แยกชะอำพอดีค่ะ ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ (ยกเว้นช่วงเทศกาล) หากจะเข้าไปในหาดใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ที่สี่แยกชะอำได้เลย

สำหรับใครที่จะใช้ชีวิตสโลวไลฟ์ นั่งรถไฟไปชิลๆ ขอย้ำนะคะ ว่าสโลววว..... มาก รถไฟออกจากกรุงเทพ ประมาณ 9.30 น. และถึงชะอำเวลา 13.10 น. ใช่เวลาทั้งหมดก็... 4-5 ชั่วโมงเองค่ะ สบายๆ

เมืองเพชรบุรี : มีรถตู้โดยสารจากกรุงเทพที่อนุเสาวรีย์ จะนั่งสายหัวหินมาลง Big C เพชรบุรี หรือนั่งสายเพชรบุรีมาลงที่ตัวเมืองเลยก็ได้ค่ะ ที่นี่มีวัด วัง ให้เที่ยวเยอะแยะเลย

น้ำพุร้อนหนองหญ้าปล้อง : การเดินทางโดยรถส่วนตัวเท่านั้นค่ะ จากถนนเพรชเกษมขาเข้ากรุงเทพฯ จากตัวเมืองเพชรบุรี เลี้ยวซ้ายตรงแยกเขาย้อย ตรงเข้าไปเรื่อยๆ ตรงทางหลวงที่ 1015 พอถึงสามแยกให้เลี้ยวไปทางหมายเลข 3510 จะมีป้ายบอกทางตลอดทางสบายใจได้ค่ะ ^__^

 

บล็อกเกอร์รีวิวแนะนำ

บูเดอช่า

"บูเดอช่า" บ้านใกล้ชิดดวงดาว ในเมืองใหญ่ที่รองลงมาจากเมืองหลวง ความศิวิไลบัลดาลตึกระฟ้าผุดขึ้นง่ายกว่าดอกเห็ดในมหานครนี้ ว่ากันว่าในตึกหน...

6 ก.ย. 2559

โมโกจู ในผืนป่าแห่งความหวัง

Into the woods สู่ผืนป่าตะวันตก   คนเราย่อมต้องมีเรื่องที่ “เสียดายที่ไม่ได้ทำ” กันคนละหลาย ๆ เรื่อง คงจะดีหากสะสางสิ่งเหล่านี้...

6 ก.ย. 2559

หนีร้อนไปนอนเกาะใหม่ ใจกลางจังหวัดตราด

  หากจะถามว่าคุณรู้จักที่เที่ยวไหนในตราดบ้าง เชื่อว่าส่วนใหญ่หนีไม่พ้นที่จะตอบว่า เกาะช้าง เกาะหมาก หรือไม่ก็เกาะกูด แต่รู้หมือไร่ ที่ตราด...

6 ก.ย. 2559

ชีวิตเหนือกาลเวลา...ที่พิจิตร

เคยรู้สึกเหมือนชีวิตมันรีบจนไม่มีเวลาให้หยุดดูอะไรบ้างไหม รีบตื่น รีบเดินทาง รีบทำงาน รีบกิน รีบนอน ชีวิตวนเวียนอยู่แบบนี้ บางทีเราก็อยากมีเวลาที่ได้ห...

8 ก.ย. 2559