รีวิวเที่ยวตามถนัด
8 สถานที่โรแมนติคกับคนรู้ใจ ฝนตกแบบไหนก็สวีทได้

พอเข้าฤดูฝน ก็จะรู้สึกถึงความชุ่มฉ่ำ เย็นสดชื่น และความเขียวขจีของต้นไม้   คู่รักหลายคู่อาจจะกำลังวางแพลนจัดงานแต่ง หรือขอแต่งงาน วันนี้ นายร้อยแปด ขออาสาหาสถานที่โรแมนติค ให้กับคู่รักหรือครอบครัว ก็ได้นะ ไม่ต้องไปที่ไหนไกล เมื่องไทย นี่แหละครับ ดีที่สุดแล้ว

1. เขาสก จ. สุราษฎร์ธานี

เขื่อนรัชชประภาเจ้าของฉายา “กุ้ยหลินเมืองไทย” เขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขาน้อยใหญ่ มีบรรยากาศที่สงบและสบาย เหมาะสำหรับการหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่สงบขนาดสัญญาณมือถือเข้าไม่ถึงในบางจุด รับรองเลยว่าเพื่อนร่วมงานหรือคนอื่นตามตัวยากแน่นอน แถมที่นี่ก็มีอากาศดีตลอดปี สามารถเห็นหมอกยามเช้าได้อีกด้วย

อุทยานแห่งชาติเขาสก จะแบ่งจุดท่องเที่ยวออกเป็น 2 ส่วน คือ เขาสกส่วนของเขื่อนเชี่ยวหลานซึ่งนักท่องเที่ยวชม วิวทิวทัศน์ เหนือเขื่อน จากนั้น ลงเรือเพื่อไปนอนแพชมเขาสามเกลอ(ภูเขาหินกลางน้ำ)  ซึ่งเรียกว่ากุ้ยหลินเมืองไทย เที่ยวถ้ำประการัง ถ้ำน้ำทะลุ กับ เขาสกส่วนที่เป็นที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสกซึ่งเป็นจุดที่ไปชม น้ำตก เดินป่า และ ชมบัวผุด โดยทั้งสองที่อยู่ห่างกันประมาณ 60 ก.ม. โปรแกรมที่เป็นที่นิยมซึ่งจะถูกบรรจุไว้ในโปรแกรมท่องเที่ยว ซึ่งจะคล้ายๆกันก็คือ เที่ยวเขาสก ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน นอนพักบนแพในเขื่อนเชี่ยวหลานเที่ยวตามจุดต่างๆ หรือ 3 วัน 2 คืน  โดยวันแรกวันแรกชมวิวทิวทัศน์เหนือเขื่อน ลงเรือนอนแพ เที่ยวชมถ้าปะการัง ชมเขาสามเกลอ ซึ่งจุดนี่ค่ะ ที่จะเรียกว่า กุ้ยหลินเมืองไทย นอนแพ เล่นน้ำ พายเรือคายัค  ส่วนวันที่ 2 ก็กลับขึ้นมายังฝั่งเขื่อนเชี่ยวหลาน จากนั้นก็ไปเที่ยวยัง เขาสก ส่วนที่เป็นอุทยาน เดินป่า ชมดอกบัวผุด ซึ่งต้องเดินเข้าไปประมาณ 2 กม. หรือบางทีก็อาจ 5 กม. ดอกบัวผุดจะบานในช่วงเดือน พ.ย. – มี.ค.

มาเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลานเริ่มต้นอย่างไร

ส่วนใหญ่ทุกแพจะคิดราคาเป็นแพคเกจต่อหัวตกที่คนละ 1,000 บาท ขึ้นไป ราคานี้รวมอาหาร 3 มื้อและแพที่พัก 1 คืน สามารถติดต่อ ซื้อแพคเกจได้ที่แพให้โดยตรง จากนั้นกติดต่อเช่าเรือเป็นเรือหางยาวหรือให้ทางแพติดต่อให้ก็ได้ ราคาตั้งแต่ 2000-2500 บาท ตามระยะทางของที่พักว่าตั้งอยู่โซนใด และหากต้องการไปเที่ยวถ้ำปะการัง ก็ต้องจ่ายเพิ่ม 700 บาท ติดต่อเรือโดยตรงได้ที่เรือรุ่งโรจน์ 087 269 1466

การเดินทางมาเขาสกหรือเขื่อนเชี่ยวหลาน

1.โดยรถส่วนตัว

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ไปจนถึงจังหวัดชุมพรจากนั้นตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 41 จนถึง อ.พุนพิน ตรงสี่แยก ที่สามารถเข้าจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ไม่ต้องเข้าตัวจังหวัด ให้ตรงไปเรื่อยๆ จนถึงแยก ท่าโรงช้าง ให้เลี้ยวขวา เข้าทางหลวงหมายเลข 401จากนั้นประมาณ 40 กม. ก่อนจะถึง ตัว อ.บ้านตาขุนจะมีป้ายใหญ่ ของเขื่อนรัชชะประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ทางขวามือ

2 .โดยรถทัวร์

ขาไป

จากสถานีขนส่งสายใต้ มีรถโดยสารประจำทาง ให้ขึ้นรถทัวร์ที่ไปยัง ภูเก็ต หรือ พังงาแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าลง ปากทางเข้าเขื่อนรัชชะประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ตรง อ.บ้านตาขุน ใช้เดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง ส่วนมากใช้บริการของ ภูเก็ตเซ็นทรัล หรือ ภูเก็ตท่องเที่ยว VIP24 ที่นั่ง ราคาประมาณ 1000 บาทหรือ แบบ 32 ที่นั่งราคาประมาณ 7xx บาท บอกพนักงานบนรถว่าขอลง อ.บ้านตาขุน (ปากทางเข้าเขื่อนเขี่ยวหลาน) เที่ยวรถมีรอบประมาณช่วง 19.00-20.00น  ขึ้นได้หมด รถน่าจะมาถึง อ.บ้านตาขุน ประมาณ 6.00น แวะไปกินโจ๊กก่อนเข้าไปในตัวเขื่อน  จากนั้นใช้บริการจักรยานยนต์รับจ้างเข้าสู่ที่ทำการอุทยานฯ

ขากลับ

ขึ้นรถที่อ.บ้านตาขุน โดยซื้อตั๋วกลับได้ที่จุดขึ้นรถของบริษัทรถทัวร์ที่ให้บริการอยู่ในบริเวณนั้นซึ่งจะมี บริษัทภูเก็ตเซ็นทรัลทัวร์ ลิกไนต์ทัวร์ โดยมารอขึ้นรถที่บ้านตาขุน รถจะมาถึงประมาณทุ่มกว่าๆ

การเดินทางจากเมืองสุราษฎร์

- นั่งรถตู้ สุราษฎร์- ตาขุน - เขื่อนรัชชประภา คิวรถอยู่ที่ ที่ตลาดเกษตร 2 ราคา ท่านละ 150 บาท

- รถบัสโดยสารปรับอากาศ สาย 444 กระบี่-พังงา-ทุ่งมะพร้าว-ปากทางทับละมุ-เขาหลัก-ปากทางน้ำเค็ม-ตะกั่วป่า-อุทยานแห่งชาติเขาสก รถออกจาก บ.ข.ส. กระบี่ (ตลาดเก่า) เวลา 11.30 น. รถออกจากปากทางอุทยานแห่งชาติเขาสก เวลา 09.00 น.

3.รถไฟ

ขึ้นรถไฟสาย กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี ทุกวัน มีทั้งรถด่วนและรถเร็ว ลงที่สถานีรถไฟพุนพิน และนั่งรถประจำทางสายสุราษฎร์ธานี - ตะกั่วป่า – ภูเก็ต รถเที่ยวแรกที่จะไปทางเชี่ยวหลานได้ คือตอน 6.30 น หลังจากนั้นก็จะมีรถบัส รถทัวร์ ต่างๆ วิ่งอยู่ตลอด ทุกชั่วโมง  ลงรถที่หลักกิโลเมตรที่ 109 แล้วเดินหรือใช้บริการจักรยานยนต์รับจ้างเข้าสู่ที่ทำการอุทยานฯ ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสก 

4.เครื่องบิน

นั่งรถตู้จากสนามบินไปลงตลาดเกษตร 1 แล้วไปต่อรถตู้ที่ตลาดเกษตร 2ไปลงเขื่อน ค่ารถทั้ง2ต่ออยู่ประมาณ250-300บาทต่อคน เวลาอยู่ที่ค่อยรถออกนานแค่ไหน เฉพาะวิ่งอย่างเดียวประมาณ2 ชั่วโมง  มีรถตู้ของบริษัท พันทิพย์ 1970 เบอร์โทร 077-272230,077-272906

2. เชียงคาน จ. เลย

เชียงคาน เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงสุดชายแดนไทย เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ที่คงยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบประเพณี การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ แห่งนี้ กำลังเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก  ภาพบ้านเก่าๆที่เรียงรายติดกันอยู่ริมถนนชายโขง ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายรุ่นต่าง หลั่งไหลเดินทางกันมาที่นี่ บ้านเรือนที่เมืองเชียงคานจะแบ่งออกเป็นซอย เล็กๆ เรียกว่า ถนนศรีเชียงคาน ขนานคู่กันไปไปกับถนนใหญ่ ซึ่งเป็นถนนสายหลัก เริ่มตั้งแต่ถนนศรีเชียงคาน ซอยที่ 1- 24  แบ่งเป็นถนนศรีเชียงคานฝั่งบนกับฝั่งล่างซึ่งชื่อซอยเหมือนกัน

ถนนศรีเชียงคานฝั่งล่าง คือ ถนนเส้นที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าแก่ ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และร้านค้าเก๋ มากมายซึ่งถนนในเส้นนี้ จะเรียกว่า "ถนนชายโขง" ซึ่ง ระยะทางกว่า  2 กิโลเมตร  เป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยว นิยมมาปั่นจักรยานชมบรรยากาศ ถ่ายรูปเล่น ชมบ้านไม้สมัยเก่า แต่ก็มีบางส่วนเป็นตึกแถวสร้างใหม่ ซึ่งทาง เทศบาลไม่อนุญาตให้ปลูกสร้าง เพราะต้องการอนุรักษ์ สภาพแวดล้อม บริเวณถนนสายนี้ให้เป็นบ้านไม้ทั้งหมดเป็นการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคาน แต่ถึงแม้บ้านไม้เก่าๆ ถึงแม้ถูกดัดแปลง ให้เป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บ้านพักโฮมสเตย์ไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรความ สงบเรียบง่ายของวิถีชีวิต รอยยิ้มที่ แสนจะจริง ของผู้คนในเมืองนี้ ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เมืองเชียงคานแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ

ช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เหมาะสม เที่ยวได้ทุกฤดู แต่จะคึกคักที่สุดในช่วงฤดูหนาว

มาเชียงคานทำอะไรดี

1. ปั่นจักรยานชมบ้านไม้เก่าแก่โบราณ ร้านค้าแนวๆ

เชียงคาน เป็นเมืองเล็กมาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจักรยานจึงเป็นพาหนะยอดฮิตของใครหลายๆคน มาเที่ยว เชียงคาน ต้อง มาปั่นจักรยาน เพราะทำให้เรารู้จักและสัมผัสกับเสน่ห์ของเชียงคานได้มากยิ่งขึ้น

2.ตักบาตรข้าวเหนียวในยามเช้า

วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคานก็คือ ชาวบ้านเกือบทุกหลังจะลุกขึ้นมาตักบาตรข้าวเหนียวแต่เช้าตรู่  เราจะเห็นผู้เฒ่า ผู้แก่ จะอาบน้ำแต่งตัวตั้งแถว เรียงกันยาวไปตามริมถนน เพื่อมารอพร ะบิณฑบาตรแต่เช้า วิธีการตักบาตร คือ หยิบข้าวเหนียว จากกระติ๊บมาหยิบกำมือ  เหมือนกับเราตักข้าวสวย แล้วตักใส่บาตรพระ จนครบทุกองค์ ซึ่งหากเรามาพักที่ โฮมสเตย์ใน แต่ละที่ก็จะมีการเตรียมข้าวเหนียวไว้ให้เราสำหรับตักบาตร ด้วยเช่นกัน

3.ไหว้พระ 9 วัด

4.ชิมอาหารพื้นเมือง

- ข้ามเปียกเส้น

รสชาติเส้นจะนุ่มและเหนียวนิด น้ำซุปอร่อยเข้มข้น ที่นี่มีเมนูให้เบือกรับประทานหลายอย่าง  ทั้งโจ๊ก เกาเหลาเลือดหมู

- ลุกโภชนา

เป็นร้านอาหารเก่าแก่ ที่ขึ้นชื่อของเชียงคานมีหลากหลายเมนูเด็ดให้เลือกมากมาย มื้อเช้า มีโจ๊ก เกาเหลา ต้เลือดหมู  ขนมจีบ  ต้มจืดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเมนูปลาแม่น้ำโขง ต้มยำ น้ำข้น น้ำไสปลาคังลวกจิ้ม เป็นต้น

- ข้าวปุ่นน้ำแจ่ว

หรือ ขนมจีนน้ำใส เป็นอีก 1 เมนู ที่จะพบเจอได้เฉพาะเชียงคานเท่านั้น ส่วนประกอบ มีเครื่องในหมู ตับ ไต ไส้ พุง ที่ต้มจนสุกแล้ว ประเภทผักๆก็มีผักบุ้ง กระล่ำปี ถั่วฝักยาว งอก สาระแน ต้นหอมสด และที่สำคัญจะขาดไม่ได้ เลยคือน้ำชุบใส แต่ละร้านของที่นี่ก็จะมีรสชาติแซบ แตกต่างกันไป

- จุ่มนัวยายพัด

ร้านเก่าแก่อีกหนึ่งร้าน ที่เปิดมานานกว่า 40 ปี มีเมนูเด็ด คือ ข้าวเปียกเส้น และหมี่กระทิ สำหรับมื่อเช้า ตกเที่ยง แวะมากินจุ่มนัว และขนามจีนน้ำยา

5.พูดคุยทักทายชาวบ้าน

ทักทายนั่งคุยกับ ชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ เป็นความรู้สึกอบอุ่นใจอีกอย่างหนึ่งที่เราสัมผัสได้ เมื่อมาเที่ยว เชียงคาน ชาวบ้านที่นี่ มีน้ำใจและเป็นมิตร

6.นวดผ่อนคลายที่เชียงคาน

การเดินทางไปเชียงคาน

1. โดยรถยนต์ส่วนตัว

- จากกรุงเทพใช้ทางหลวงหมายเลข 1(พหลโยธิน) เมื่อถึงจ. สระบุรีใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ผ่าน อ. ปากช่องลำตะคองแยกซ้ายเข้าอ.สีคิ้ว จ. นครราชสีมาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอ.ด่านขุนทดเข้าสู่ จ. ชัยภูมิ แยกขวาและไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอ. คอนสวรรค์ อ. แก้งคร้อ ,อ. ภูเขียว,อ.ชุมแพ จ. ขอนแก่น เมื่อ เชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 12 แยกซ้ายไปทางอ .คอนสาร จากนั้นแยกขวาไปตามทางหลวง หมายเลข 201 สู่เขต จ.เลยอีกที ที่ภูผาม่าน ผ่านภูกระดึง วังสะพุง ถึงตัวเมืองเลย สุดท้ายแยกขวาสู่อ.เชียงคาน รวมระยะทางประมาณ 597 ก.ม.

2. โดยรถสาธารณะ

รถโดยสารไปเชียงคาน มีเฉพาะของ บริษัทขนส่ง เท่านั้น ที่ไปถึงเมืองเชียงคาน โดยตรง

- กรุงเทพฯ-เชียงคาน เที่ยวไปเชียงคานมี 2 รอบ คือ รถป. เวลา 20.00 น. และรถ VIP 22.00 น. โทร 0-2936-2841-8),(0-2936-0657)ต่อ605

- เชียงคาน-กรุงเทพ มี 3 รอบ คือ รถ ป. 2  รอบ 18.40 น. รถป 1 (ต่อรถที่ตัวเมืองเลย) รอบ 19.30 น. รถ VIP 22.00 น.   ซื้อตั๋วได้ที่ร้านแสงทอง ตรงตลาดเช้า โทรจองตั๋วล่วงหน้าได้ที่แอร์เมืองเลย โทร 042 811 706

3. เกาะช้าง จ. ตราด

ทะเลที่มีความสวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย เกาะช้าง เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเมืองไทยรองจากเกาะภูเก็ต ทะเลแถบนี้มีความใสสะอาด หาดทรายเนียนละเอียด เกาะที่เป็นบริวารยังมีหาดทรายขาวนุ่ม น้ำเป็นสีฟ้าใส มีแนวปะการังที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์  เกาะช้างเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง พระอาทิตย์จะกลมโตสีแดงสด ทอแสงทาทั่วผืนทะเล การดินเนอร์ริมชายหาดจึงเป็นสิ่งที่หลายคู่รักนิยมมาขอแต่งงานหรือจัดงานแต่งแบบริมชายหาดด้วยเหมือนกัน

เกาะช้าง ประกอบด้วย 8 หมู่บ้าน คือ สลักเพชร สลักคอก เจ้กแบ้ บ้านด่านใหม่ คลองสน คลองพร้าว คลองนนทรี และบ้านบางเบ้า มีสถาที่ราชการ อำเภอ สถานีตำรวจ โรงพยาบาล และเป็นที่ตั้งอุทยานฯหมู่เกาะช้างอีกด้วย ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นเขาสูงมีผาหิน สลับ ซับซ้อน ยอดเขาที่สูงที่สุด ได้แก่เขาสลักเพชร มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบเขา ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เกิดน้ำตก ลำธารหลายสาย ชายหาดสวยมีอยู่มากมาย ตามชายฝั่งตะวันตก นอกจากนี้บริเวณอุทยาน แห่งชาติหมู่เกาะช้าง ยังมีเกาะเล็กๆ รายล้อม อันได้แก่ เกาะคลุ้ม เกาะเหลายา เกาะง่าม เกาะไม้ชี้ใหญ่ เกาะหวาย เกาะกระ เการัง เกาะมันนอก เกาะมันใน เกาะกระดาด เกาะหมาก เกาะขาม ฯลฯ ส่วนใหญ่ช่วงเทศกาล เกาะเล็ก เกาะน้อยเหล่านี้มัก เสนอแต่แพคเก็จทัวร์ ปัจจุบันมีทัวร์รูปแบบต่างๆ มากมายนอกจากการเล่นน้ำทะเลเที่ยวเกาะ เช่น ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ขี่ช้างท่องไพร ล่องเรือ ตกปลา ไดหมึกหรือพักโฮมสเตย์กับหมู่บ้านชาวประมง

เกาะช้างฝั่งตะวันตก (เลี้ยวซ้ายจากท่าเรือ) ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวเกาะช้าง ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า และหาดสำคัญบนเกาะช้าง ได้แก่

หาดทรายขาว

หน้าหาดกว้าง สามารถเล่นน้ำได้ ตลอดแนว ตลอดสองข้างทางบริเวณหาดทรายขาว จะมีโรงแรม รีสอร์ท ที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ตั้งเรียงรายยาวตลอดแนวฝั่งถนน รวมไปถึงธนาคารต่างๆ  เป็นหาดที่มีความเจริญมากที่สุดของเกาะช้าง

หาดคลองพร้าว-แหลมไชยเชษฐ์

เป็นหาดทรายที่มีความยาวมากและมีความลาดมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่แพ้หาดทรายขาว นักท่องเที่ยวนิยมเล่นกีฬาทางน้ำ  และแหลมไชยเชษฐ์ ซึ่งมีแหลมหินมีทัศนียภาพสวยงามไม่สามารถเล่นน้ำได้และเป็นแหล่งที่ชมพระอาทิตย์ตก ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง

หาดไก่แบ้

หาดไก่แบ้ สามารถเล่นน้ำได้โดยไม่เป็นอันตราย ชายหาดมีลักษณะลาดลง  เกาะที่เห็นคือ เกาะจระเข้วางตัวเหนือท้องน้ำสีคราม นักท่องเที่ยวสามารถพายเรือคายัคไปได้ และจุดชมวิวหาดไก่แบ้ที่เราจะเห็นตู้ไปรษณีย์รูปจรวดสีแดงโดดเด่นตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล รวมถึงป้ายชื่อ จังหวัดตราดขนาดใหญ่ ตรงจุดนี้สามารถชมทะเลของหาดไก่แบ้ และวิวทิวทัศน์ของเกาะที่เรียงรายกัน 3 เกาะพร้อมๆ กัน คือ เกาะมันนอก เกาะมันใน และเกาะหยวก

อ่าวใบลาน

 เป็นหาดเงียบสงบ  เป็นหาดยาวประมาณ 12 กม. เล่นน้ำได้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมมาอาบแดดกันที่นี่

หมู่บ้านประมงบางเบ้า

บ้านพักอาศัยปลูกโดยปักเสาลงในทะเล มีสะพานเชื่อมติดต่อกันโดยตลอด ชาวบ้าน ส่วนใหญ่มี อาชีพประมง ดักปลาหมึก มีบังกะโลที่พักและแหล่งปะการังใต้น้ำ นักท่องเที่ยวนิยมมาทาน อาหาร ทะเลสดๆ ราคาถูกที่นี่

น้ำตกคลองพลู

อยู่ห่างจากอ่าวคลองพร้าว 3 กม. จากนั้นต้องเดินป่าอีกประมาณ 20 นาที เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มี 3 ชั้นบริเวณทางเข้าน้ำตกมีร้านค้า อาหารคอยบริการ

น้ำตกคลองนนทรี

น้ำตกคลองนนทรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ เกาะช้าง เป็นน้ำตกที่มีชั้นเล็กๆ คล้ายน้ำตกแม่กลาง มีทางเดินเท้าจาก บ้านด่านใหม่เข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนเกาะช้างฝั่งตะวันออก

เกาะช้างฝั่งตะวันออก (เลี้ยวซ้ายจากท่าเรือ) เกาะช้างฝั่งนี้ยังไม่มีสิ่งก่อสร้างและร้านค้าอะไรมากมาย ถนนจะไม่คดเคี้ยวและชัน เท่าฝั่งตะวันตกชายฝั่งทะเลด้านนี้ค่อนข้างสงบและไม่มีหาดทรายส่วนใหญ่เป็นหาดหินและพื้นที่ป่าชายเลน

อ่าวสลักเพชร – บ้านสลักเพชร

เป็นอ่าวใหญ่ที่สุดบนเกาะช้างเป็นชุมชนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดบนเกาะช้างตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ ชาวบ้าน ประกอบอาชีพ ทำการประมงชายฝั่ง มีเกาะช้างและทิวเขาโอบล้อมช่วยกำบังคลื่นลมได้ดี หน้าหมู่บ้านมีวัดเก่าแก่ คือ วัดสลักเพชร สร้างใน สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

บ้านโรงถ่าน

เป็นชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่บริเวณอ่าวสลักเพชร อยู่ทางตอนใต้ของเกาะช้างนักท่องเที่ยวนิยมไปชมทิวทัศน์กันที่นี่ เมื่อมองไปทางหรือจะ เห็นยอดเขาสลักเพชรมีเมฆหมอกปกคลุม

ป่าชายเลนบ้านนาใน

เป็นโครงการฟื้นฟูบูรณะป่าชายเลนบ้านสลักเพชร เส้นทางศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศป่าชายเลน ซึ่งได้จัดทำเป็นสะพานไม้ที่ทอดยาวเพื่อชมความสวยงามของป่าโกงกาง ตลอดสองข้างทาง ในระยะทางราว 2 กิโลเมตร

น้ำตกคีรีเพชร

เป็นน้ำตกชั้นเดียว มีความสูงมาก สามารถมองเห็นได้จาก บางจุดของหมู่บ้านสลักเพชร ประชาชนในหมู่บ้าน ใช้น้ำจากน้ำตกนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค

น้ำตกธารมะยม

เป็นน้ำตกขนาดกลางมี 3 ชั้น พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, 6, 7 และ 9 เคยเสด็จประพาสมายังน้ำตกนี้ นักท่องเที่ยวนิยมมาเล่นน้ำตกที่นี่

ยุทธนาวีเกาะช้าง

บริเวณยุทธนาวีเกาะช้าง อยู่ทางตอนใต้ของ เกาะช้าง น่านน้ำทะเลตราดบริเวณอ่าวสลักเพชร อ่าวสลักคอก ยังเป็นอีกหน้าหนึ่ง ของบันทึกประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทยกองทัพเรือไทย สามารถขับไล่ ผู้รุกรานให้ล่าถอยไปได้

การเดินทางบนเกาะช้าง

การเดินทางบนเกาะช้าง จะมีรถสองแถวสีขาวให้บริการอยู่ ที่มักเรียกว่า " แท็กซี่ เกาะช้าง " โดยตามปกติจะมีรถสองแถวให้บริการ ประจำทาง ทุก ๆต้นชั่วโมง หรือตามเวลา เข้า เทียบท่าของเรือเฟอร์รี่ รถสองแถว จะมีเส้นทาง ให้บริการจากท่าเรือ หาดคลองพร้าว หาดไก่แบ้ หาดท่าน้ำ โลนลี่บีช จนถึงหาดบางเบ้า  อัตราค่าโดยสาร ไม่แน่นอน ขึ้นกับระยะทางและจำนวนผู้โดยสารที่ร่วมทางไปด้วย คิดราคาค่าโดยสารท่านละ 50-100 บาท ( ควร สอบถามราคาค่าบริการกันก่อน ) หรือหากท่านไม่ต้องการรอรถตามเวลา สามารถ เช่าเหมาคันได้โดย อัตราค่าเหมาคันจากท่าเรือ มายังหาดทรายขาว ค่ารถ อยู่ที่ 400 - 500 บาท ต่อผู้โดยสาร 4 ท่าน หรือแล้วแต่ ต่อรองราคาตามจำนวนคนและระยะทาง

การเดินทางไปเกาะช้าง

1. โดยรถยนต์

จากกรุงเทพ ฯ ไปเกาะช้าง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง สามารถเลือกใช้เส้นทางรถยนต์ ได้ดังนี้

-  เส้นทาง บางนา - ตราด ( เส้นทางหลวงหมายเลข 3 ) หรือทางยกระดับ บางนา - บางปะกง ต่อด้วยเส้นทาง หลวงหมายเลข 344 ถึงอำเภอแกลง และต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 3 ผ่านจันทบุรี เพื่อมุ่งเข้าสู่ตัวเมืองตราด รวมระยะทางประมาณ 315 กิโลเมตร

-  เส้นทางตามทางหลวงหมายเลข 3 ผ่านชลบุรี พัทยา สัตหีบ ระยอง ถึงอำเภอแกลงและต่อด้วยทางหลวง หมายเลข 3 ผ่านจันทบุรี เข้าตัวเมืองจังหวัดตราด รวมระยะทางประมาณ 390 กิโลเมตรหรือ อาจใช้เส้นทาง หมายเลข 36 จากพัทยาผ่านระยอง อำเภอแกลง รวมระยะทาง 355 กิโลเมตร

-  เส้นทาง จากมอเตอร์เวย์ ( Motor Way ) เริ่ม กิโลเมตรที่ 0 ที่แยกถนนศรีนครินทร์ตัดถนนรามคำแหง และมา ออกที่เส้นทางบ้านบึง-แกลง-จันทบุรี-ตราด (ทางหลวงหมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษกรุงเทพฯ-ชลบุรี) ที่เชื่อมต่อ มาจากถนนพระราม 9 - ศรีนครินทร์ ที่ขับตรงมาจนพบกับทางหลวงหมายเลข 344 (บ้านบึง-แกลง) ถึงอำเภอ แกลง และต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 3 ผ่าน อำเภอ ขลุง จังหวัดจันทบุรี ข้ามสะพานเวฬุ ผ่านอำเภอเขาสมิง ตรงเข้าตัวเมืองจังหวัดตราด รวมระยะทางประมาณ 315 กิโลเมตร ผ่านชลบุรี-ระยอง-จันทบุรี-ตราด ระยะทาง ประมาณ 385 กิโลเมตร หรือ ใช้เส้นทางลัด มายังท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ได้โดยตรง โดยไม่ต้องขับผ่านเข้าตัวเมืองจังหวัดตราด ซึ่งจะช่วยให้ ประหยัดเวลาในการเดินทางได้ประมาณ 30 นาที หลังจากที่ท่านเดินทางผ่านจังหวัดจันทบุรีมาแล้ว และกำลังจะ เข้าตัวเมืองตราด ท่านจะต้องข้ามสะพานแม่น้ำเวฬุซึ่งเป็นสะพานยาว แบ่งเขตจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด พอลงจากสะพานจะพบจุดต้อนรับนักท่องที่ยว ( มีลักษณะเหมือนเรือขนาดใหญ่อยู่สองฝั่งถนน ตรงกลางถนน จะเป็นหลังคาขนาดใหญ่คล้ายกับดอกเห็ดยักษ์ ) จากจุดนี้อีกประมาณ 300 เมตรท่านจะพบ สามแยกไฟแดง แสนตุ้ง หลังขับผ่านแยกนี้แล้วให้ท่านขับรถ ชิดขวาไว้ และขับรถต่อไปอีกประมาณ 300 เมตร จะพบทางแยก ขวาไปยังท่าเทียบเรือได้ ซึ่งเส้นทางนี้เป็นที่นิยมมากระหว่างทางท่านจะพบป้ายบอกทางไปยังท่าเทียบเรือ โดยตลอด และเส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดียวกับที่จะไปยังสนามบินตราดได้

2. รถโดยสารประจำทาง รถทัวร์

รถโดยสารประจำทาง รถบัส รถทัวร์ ไปเกาะช้าง ราคาค่าโดยสารประมาณ 250 บาทต่อท่าน ซึ่งท่านสามารถเลือก ใช้บริการของสถานีขนส่งได้สองสถานีคือ สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ และสถานีขนส่ง เอกมัย นอกจากรถโดยสาร ของบริษัทขนส่งเองแล้ว ท่านยังสามารถเลือกใช้บริการรถโดยสารของบริษัทเอกชนได้ด้วย อาทิเช่น บริษัทเชิดชัยทัวร์ บริษัทธนกวีขนส่ง เป็นต้น

การเดินทางโดยรถทัวร์จากหมอชิตและเอกมัย จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง จากกรุงเทพฯ มายัง สถานีขนส่งจังหวัด ตราด หลังจากนั้นต้องต่อ รถสองแถว มายังท่าเรือเฟอร์รี่อีกประมาณ 30 นาที ( ค่าโดยสาร ประมาณ 50 บาท ) หากท่านต้องการที่จะมายัง ท่าเรือแหลมงอบ ( ผ่านท่าเรือ เซ็นเตอร์พอยท์ และท่าเรือ อ่าวธรรมชาติ ) โดยที่ไม่เข้าสถานีขนส่งจังหวัดตราด ท่านสามารถใช้บริการของบริษัทขนส่งได้เช่นกัน แต่จะมี รถโดยสารให้บริการวันละ 2 รอบ และออกจากสถานีขนส่ง เอกมัย เท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท เชิดชัยทัวร์ โทรศัพท์ 02 391 2237 สาขาตราด โทรศัพท์ 039 511 062

บริษัท ศุภรัตน์ทัวร์ โทรศัพท์ 02 391 2231 สาขาตราด โทรศัพท์ 039 511 481 , 081 820 6838

บริษัท โชคอนุกูล โทรศัพท์ 02 392 7680 สาขาตราด โทรศัพท์ 039 511 208

รถบัส 99 โทรศัพท์ 02 391 6846 สาขาท่าเรือแหลมงอบ โทรศัพท์ 089 752 5732 , 086 610 1115

4. เกาะพยาม จ.ระนอง

เกาะสวยอีกเกาะของทะเลอันดามัน เขตท่องเที่ยวที่สงบ มีความเป็นส่วนตัว มีจุดชมนกหลากพันธุ์ โดยเฉพาะนกเงือกที่หาดูได้ยากในธรรมชาติ ที่สำคัญมีจุดชมอาทิตย์อัสดงอันสุดแสนจะโรแมนติก รับรองเลยว่าเหมาะกับคู่รักนักอนุรักษ์ธรรมชาติรับรองเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

ลักษณะและหาดต่างๆของเกาะพยาม

เกาะพยาม มีชายหาดที่สวยงามขาวสะอาดหลายแห่ง ได้แก่ อ่าวใหญ่ และอ่าวเขาควาย ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะและเป็น ที่ตั้งของรีสอร์ท หลายแห่ง ส่วนอ่าวแม่ม้ายซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเป็นท่าเทียบเรือ และเป็นศูนย์กลาง การคมนาคมและการค้าของ เกาะพยาม รวมทั้งสามารถเช่ามอร์เตอร์ไซค์ให้ไปส่งตามรีสอร์ทที่หาดต่างๆมีร้านค้าต่าง ๆ และเกสท์เฮ้า บนเกาะมีมอเตอร์ไซค์ให้เช่า และมีเรือเช่าเที่ยวรอบเกาะไปดำน้ำเกาะขามซึ่งอยู่ใกล้กัน ใกล้ๆ กันมีวัดเกาะพยามมีสะพานทางเดิน ไปสู่โบสถ์ที่ยื่นลงไปในทะเล เส้นทางของอ่าวต่างๆจะตั้งอยู่ไม่ไกลกันมากใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-10 นาที โดยจะเรียงลำดับตามนี้ อ่าวแม่ม้าย(ท่าเรือ) อ่าวใหญ่ อ่าวเขาควายฝั่งใต้ อ่าวเขาควายฝั่งเหนือ อ่าวกวางปีบ(ไกลสุด) ที่พักบนอ่าวต่างๆ มีให้เลือกหลายราคา หากที่พักราคาไม่แพง ในหลักร้อยต้นๆจะเปิดไฟเวลา 18.00 น. ถึง 6.00 น.ไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ ทั้งวันเนื่องจากต้องปั่นไฟใช้เอง แต่ถ้าที่พักในระดับราคาสูงขึ้นมา หน่อยในระดับหลักร้อยปลายถึงพันก็อาจจะมีไฟฟ้าใช้ตลอดทั้งวัน

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะพยาม

ท่าเรือและอ่าวแม่หม้าย

ท่าเรือที่อ่าวแม่หม้ายคือประตูบานใหญ่สู่เกาะพยาม หน้าอ่าวมีสะพานท่าเทียบเรือเมื่อเดินเข้าถึงฝั่งมีป้ายต้อนรับผู้มาเยือน มีเรือประมง ของชาวบ้านจอด เรียงรายทั้ง 2 ฟากของสะพาน บริเวณใกล้เคียงแหล่งชุมนุมหลักมีร้านขายอาหารและของใช้ประจำวัน เป็นจุดเริ่มต้น ของถนนสายหลักเป็นถนนคอนกรีตความกว้างประมาณ 3 เมตร ตัดผ่านชุมนุมเลียบอ่าวแม่หม้าย มีทางแยกตัดตรงไปสู่อ่าวเขาควาย และอ่าวใหญ่ที่ผ่านแหล่งท่องเที่ยวทางเกษตรของเกาะ มีมอเตอร์ไซด์รับจ้างและให้เช่าที่บริเวณตลาด ไม่ไกลจากอ่าวแม่ม้ายเป็น ที่ตั้งของ รีสอร์ทชื่อดัง เดอะบลูสกายรีสอร์ท ส่วนรีสอร์ทอื่น ได้แก่ ชมจันทร์ รีสอร์ท นิธิพรบังกะโล

ช่วงเวลาแนะนำ

ช่วงเช้า: ต้องมาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อ่าวนี้ เพราะอ่าวหันหน้าเข้าทิศตะวันออก เดินลัดเลาะไปตามโขดหิน และเนินทราย

ช่วงบ่าย: ทะเลและท้องฟ้าฝั่งนี้จะเป็นสีเข้ม ส่วนที่เป็นหาดทรายจะเป็นสีส้ม ดูแปลกตา สวยงาม มีเสน่ห์แตกต่างจาก อ่าวใหญ่ และ อ่าวเขาควาย ทางฝั่งตะวันตก

วัดเกาะพยาม

มีเอกลักษณ์คือ พระอุโบสถกลางน้ำบนหลังประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ มองเห็นสวยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลปัจจุบันทาง เจ้าอาวาสและแม่ชีช่วยกันก่อสร้างพระองค์ใหญ่ และหลวงปู่ทวดไว้ริมน้ำหน้าวัด บริเวณวัดสังเกตุดีๆจะมีระบบนิเวศน์ของสัตว์เล็ก ตามชายหาดและกล้วยไม้บางชนิด เกาะตามต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศยามเย็นที่นี่น่าพักผ่อนริมท่าเรือ

อ่าวใหญ่

ชายหาดถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนโดยลำคลองเล็กๆ ชายหาดตอนเหนือมีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ตอนเหนือสุดเป็นโขดหินส่วนชายหาด ตอนใต้มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ตอนใต้สุดเป็นโขดหิน หาดทรายอ่าวใหญ่มีความแปลกอยู่อย่างนึงคือ ทรายจะเป็นสีดำผสมขาว ดังนั้นน้ำทะเลจะทั้งใสและขุ่น เวลาน้ำลงจะเห็นริ้วทรายแปลกตา อ่าวใหญ่ถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก ที่สวยงามที่สุดของเกาะพยาม ตลอดแนวชายหาดมีบาร์เบียร์ บังกะโล ที่พักราคาประหยัดอยู่หลายแห่ง เช่น เลซี่ฮัทบังกะโล ลองบีช คิงพาราไดซ์พยาม รีสอร์ท เซเด บูติก รีสอร์ท

ช่วงเวลาแนะนำ

ช่วงเช้า: อยากเห็นท้องฟ้ากับน้ำทะเลสีเข้ม ต้องมาช่วงเช้าถึงเที่ยงเพราะพระอาทิตย์จะอยู่ด้านหลัง ถ้าเป็นช่วงน้ำลงจะเห็นริ้วทรายบน หาดสวยงาม

ช่วงบ่าย: อากาศค่อนข้างร้อน พระอาทิตย์ส่องเต็มเข้าหาฝั่งถ่ายรูปทะเลไม่ค่อยสวย

อ่าวเขาควายฝั่งใต้

ตอนใต้เป็นหาดทรายกว้าง ลักษณะเป็นอ่าวที่หาดทรายโอบ โค้งเข้ามากันคล้ายกับเขาควายความยาวประมาณ 2 กิโลเมตรถือว่าเป็นอ่าว ที่มีหาดทรายขาวและน้ำใสที่สุดของเกาะพยาม พื้นทรายราบเรียบเหมาะกับการว่ายน้ำ ที่พักติดหาดที่ตั้งอยู่บน อ่าวเขาควายฝั่งใต้ ได้แก่ พยามคอทเทจ วิจิตรบังกะโล บัพฟาโลฮิล(อยู่ตรงหินทะลุ) บัฟโฟโร่ เบย์

ช่วงเวลาแนะนำ

ช่วงเช้า: น้ำทะเลและท้องฟ้าเป็นสีเข้ม มุมถ่ายรูปแนะนำตรงด้านอ่าวเขาควายใต้จะมีโขดหินรูปร่างคล้ายซุ้มประตู

ช่วงเย็น: สามารถดูพระอาทิตย์ตกได้เช่นกัน แต่จะพระอาทิตย์ตกด้านข้างซ้ายของอ่าวจะเห็นแค่แสงยามเย็นไม่เห็นพระอาทิตย์ตกน้ำ

อ่าวกวางปีบ

ตั้งอยู่ตรงเหนือสุดของเกาะพยาม บรรยากาศเงียบสงบ น้ำทะเลใส แต่การเดินทางมาลำบากเล็กน้อย ถนนไม่ค่อยดีเท่าใดนัก มีที่พักเพียงแห่งเดียว คือ กวางปีบ รีสอร์ท

ท่องเที่ยวภายในเกาะพยาม

การเดินทางบนเกาะพยาม มีแต่รถมอเตอร์ไซค์เท่านั้นหากใครขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ใช้บริการวินมอเตอร์ไซต์ซึ่งอยู่บริเวณท่าเรือฝั่ง เกาะพยามให้ไปส่งที่บังกะโลที่พักหรือนำเที่ยวรอบเกาะราคาต่อเที่ยวจะอยู่ที่ 80-150 บาท แล้วแต่ระยะทาง ส่วนราคาเช่ามอเตอร์ไซค์ อร์เตอไซค์เกียร์ธรรมดา 200 บาท ออโต้ 250 บาท ถนนบนเกาะถ้าเป็นถนนเส้นหลักจะเป็นทางคอนกรีต ขับง่าย ไม่ค่อยมีทางชันขึ้น เขามากเท่าไหร่ ยกเว้นทางไปอ่าวเล็ก ๆ หรือทางลงบังกะโลจะเป็นทางลูกรัง ขึ้นลงเนิน ต้องขับขี่ระวัง เล็กน้อย

 

การเดินทางไปเกาะพยาม

การเดินทางจากกรุงเทพไประนอง

รถโดยสาร

การเดินทางไประนองหากไม่มีรถส่วนตัวมีเพียงรถทัวร์ให้บริการเท่านั้น จากสายใต้ใหม่ มีรถทัวร์ของ บขส./นิวมิตรทัวร์/โชคอนันต์ทัวร์/ สมบัติทัวร์  มีรอบรถให้เลือกหลายรอบส่วนใหญ่จะอยู่ที่เวลา 20.20 น. มีทั้งแบบรถป1  VIP 32 และ 24 ที่นั่ง ถึงตัวเมืองระนอง ประมาณตี 5 .30 น. ซึ่งเป็นเวลาเช้ามากช่วงระหว่างรอเรือสามารเหมารถสองแถวตรง บ ข ส เทียวรอบเมืองระนองได้จากนั้นให้ รถสองแถวไปส่งที่ท่าเรือ จากตัวเมืองระนองไปยังท่าเรือเกาะพยามใช้เวลาประมาณ 15 นาที ท่าเรือข้ามไปเกาะพยาม คือ ท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ เรือมี 2 แบบ คือ เรือธรรมดาใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ครึ่ง ราคา 150 บาท กับเรือสปีดโบ๊ตใช้ เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมงราครา 350 บาท

ท่าเรือเกาะพยาม โทร. 081-2704801 , 083-1032686 จองเรือสปีดโบ๊ทได้ที่ : พลเพลส โทร. 081-7192430

5. วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

สถานที่เที่ยวฉายา “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” เพราะวังน้ำเขียวมีอากาศเย็นตลอดปีและค่อนข้างหนาวในช่วงฤดูหนาว ไฮไลท์การมาเที่ยวที่นี่นอกจากจะได้มาดูดอกไม้สวยๆ แล้ว คุณก็ยังสามารถจูงมือคนรักไปชมวิวสุดโรแมนติกกันได้ที่อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิงและจุดชมวิวที่มีอยู่หลายแห่ง เหมาะสำหรับเดินทางมาพักผ่อนนอนเล่นและเที่ยวแบบเบา เบา เดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ได้พบกับบรรยากาศของภูเขา ต้นไม้ อากาศที่ยังคงมีความบริสุทธิ์  ได้ลิ้มรสเมนูอาหารอร่อยจากผักปลอดสารพิษที่ขึ้นชื่อของวังน้ำเขียว  แค่ได้ขับรถมองวิวธรรมชาติระหว่างทางก็สุขใจ

วังน้ำเขียวฟาร์ม

เป็นฟาร์มเห็ดที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอวังน้ำเขียว ที่ปลูกเห็ดมากมายหลากหลายพันธุ์ ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมฟาร์มเห็ดภายในโรงงานแบบใกล้ชิดทั้งเห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดหัวลิง พร้อมวิทยากรคอยให้ความรู้เกี่ยวกับเห็ดให้เราได้ทราบด้วย นอกจากนี้ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเห็ดมากมาย ทั้งเห็ดสด และผลิตภัณฑ์แปรรูป จากเห็ด เช่นน้ำพริกเห็ด เห็ดดอง น้ำสลัดเห็ด เป็นต้น รวมทั้งยังมีแปลงผักปลอดสารพิษขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าฟาร์มซึ่งหากมาในช่วงฤดูในถึงหนาวสามารถเดินชมและแชะภาพสวยๆกับแปลงผักได้อีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม

155 หมู่ 2 บ้านสุขสมบูรณ์ ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 30370

การเดินทางไปวังน้ำเขียวฟาร์ม จากเส้นอำเภอไทยสามัคคี เข้าตรงไปยังเส้นทางไปผาเก็บตะวัน ประมาณ 6 กิโลเมตรก่อนถึงผาเก็บตะวันจะเจอทางแยกมีป้ายเขียนว่าวังน้ำเขียวฟาร์มให้เลี้ยวซ้ายขับตรงไปเรื่อยๆจะถึงวังน้ำเขียวฟาร์ม

Flora Park วังน้ำเขียว

คือ พื้นที่ของการจัดแสดงพันธุ์ไม้กลางหุบเขาบนเนื้อที่ 69 ไร่  ซึ่งมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการปลูกพันธุ์ไม้ในสวนตามช่วงเวลาและฤดูกาล ให้เราได้เพลิดเพลินเดินเล่นที่สวนฟลอร่า พาร์ค รับโอโซน ณ จุดชมวิว 360 องศา นอกจากนี้ยังเปิดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรเส้นทางฟลอร่าพาร์ค-ฟ้าประทานฟาร์ม มีกิจกรรมชิมผักสลัดไร้สาร ชมการสาธิตการเพาะกล้าผักสลัด  ชมฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี

รายละเอียดเพิ่มเติม

โทร 081-372-8851, 089-812-8851และ www.facebook.com/floraparkWNK

การเดินทางไป Flora Park  จากทางแยกขวามือ ตรงศาลเจ้าพ่อหลวงราช ประมาณ 7 กิโลเมตร เข้าไปทางถนนเส้นเขาแผงม้า ผ่านสวนหน้าวัวคุณสุชาดา และร้านกาแฟ a cup of love จะถึง ฟอร่าพาร์ค

มอนทาน่าฟาร์ม Montana farm

คือ แหล่งท่องเที่ยวบรรยากาศดีท่ามกลางวิวภูเขา บรรยากาศภายในร่มรื่นพื้นที่ภายในฟาร์ค่อนข้างกว้างขวาง  ภายในฟาร์มมีมุมถ่ายภาพสวยในสวนสวยดอกไม้ที่แสนสวยงามหลายจุดให้ได้ถ่ายภาพ มีฟาร์มแกะและฟาร์มอัลปาก้าที่สามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด  รวมถึงให้บริการร้านอาหารและกาแฟ อีกทั้งผักสลัดสดจากสวนให้เลือกรับประทาน ดื่มด่ำกับบรรยากาศและธรรมชาติ

ผาเก็บตะวัน

อีกหนึ่ง Landmark  ในวังน้ำเขียวที่ไม่ควรพลาด ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งของอุทยานแห่งชาติทับลาน สามารถชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในยามเย็น นอกจากนี้หากใสช่วงฤดูฝนเราก็อาจได้มีโอกาส พบเห็นสาย หมอกในยามเช้าอีกด้วย ผาเก็บตะวัน มีกิจกรรมปลูกป่ากันด้วยการยิงเมล็ดพันธุ์พืช ด้วยหนังสติ๊ก เมล็ดพันธุ์พืช มีทั้งเมล็ดมะค่าโมง และเมล็ดลาน หรือ “ลูกลาน เมื่อยิงกระสุนเหล่านี้เข้าไปตกในป่าก็จะงอกงามเติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้ใหญ่ต่อไป

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผาเก็บตะวัน เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00-18.00 น.โดยเก็บค่าธรรมเนียมเฉพาะค่ารถ คันละ 30 บาท

การเดินทางไปผาเก็บตะวัน ขับรถไปตามถนน 304 หาจุดกลับรถเข้าซอยไทยสามัคคี (ซอยเทศบาล 18 หรือถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 3138 มุ่งหน้าไปประมาณ 2 กม. เลยสวนลุงไกรเลยทางเข้าวังน้ำเขียววิลเลจ จะถึงแยกไปผาเก็บตะวันมีป้ายบอกชัดเจนให้ไปตามเส้นทางนั้น

วิลเลจฟาร์ม&ไวน์เนอรี่

เป็นไร่องุ่นและโรงผลิตไวน์สไตล์ฝรั่งเศส แหล่งจำหน่ายไวน์และน้ำองุ่นชั้นเลิศ ที่มาพร้อมรสชาตินุ่มๆ ละมุนลิ้นขององุ่นไวน์ ปลอดสารพิษ ทำให้ วิลเลจ ฟาร์ม แอนด์ ไวเนอรี่ เป็นที่รู้จักและคุ้นหูคุ้นตา  มีจุดชมวิวที่สวยงามผ่อนคลายไปกับอาหารแสนอร่อย และช็อปปิ้งที่ร้านค้าของฟาร์มที่นี่

รายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0-4422-8407-8 website www.villagefarm.co.th

วิลเลจฟาร์มตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 304 ทางเข้าอยู่ตรง หลักกิโลเมตรที่ 59 – 60 ระหว่างทางบริเวณก่อนเข้าหมู่บ้านไผ่งาม จะเห็นวิลเลจฟาร์มอยู่ด้านซ้ายมือ

สวนหน้าวัวสุชาดา

เป็นแหล่ง ปลูกหน้าวัวหลากหลายสายพันธุ์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งดอกสีแดง สีขาว สีเขียว สีม่วง สีเขียวอ่อน นอกจากดอกหน้าวัว แล้วยังมีไร่องุ่น มีร้านกาแฟบริการอีกด้วย ตรงข้ามกับร้านกาแฟมีร้านขายของฝาก เช่น เหล้าไวน์ น้ำองุ่นแช่เย็น ลูกเกต ฯลฯ

รายละเอียดเพิ่มเติม

เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ เวลา 07.00 – 18.00 น. โทร. 081-652 5404, 081-823 9432  การเดินทางไปสวนหน้าวัวคุณสุชาดา จากทางแยกขวามือตรงศาลเจ้าพ่อหลวงราช ประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นถนนเขาแผงม้าขับตรงไปเรื่อยๆ จะถึงสวนหน้าวัวคุณสุชาดา

ร้านกาแฟ A cup of love

ร้านกาแฟ กับสถานที่ท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นของคู่กัน ไปเที่ยว ณ แห่งหนตำบลใด ก็ต้องได้เห็นร้านกาแฟสวยตกแต่งด้วยไอเดียเก๋  A cup of love ตั้งอยู่ริมถนนบนเส้นทางเขาแผงม้าใกล้กับสวรหน้าวัวสุชาดา เมื่อเราขับรถผ่านถนนเส้นนี้จะเห็นป้ายชื่อร้านโดดเด่นมาแต่ไกล ที่นี่มีเครื่องดื่มเบอเกอรี่ ให้นั่งรับประทานไปชมวิว และสูดอากาศบริสุทธิ์ไปด้วย บรรยากาศภายในร้านมีมุมสวยให้ถ่ายรูปหลายมุมเลยทีเดียว รวมถึง มีฟาร์มแกะให้ชม

รายละเอียดเพิ่มเติม โทร : 084-3881518, 084-3381528, 081-7523636

เว็บไซต์ : http://www.acup-oflove.com

เขาแผงม้า

 หรือเขาภูหลวง ปกคลุมไปด้วยป่า มีพื้นที่กว้างขวางกว่าแสนไร่ มีสัตว์ป่าอย่างวัวกระทิงจากผืนป่าดังกล่าวมาหากินอยู่เป็นประจำ เขาแผงม้าเขียวครึ้ม มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีสัตว์ป่าโดยเฉพาะฝูงกระทิงซึ่งเป็นสัตว์หายากได้กลับสู่ป่าผืนนี้อีกครั้ง บ่งบอกถึงความอุดมสมบุรณ์ของป่าเขาแผงม้าที่กลับคืนมา ที่นี่จึงเป็นที่เฝ้าดูฝูงกระทิงและสัตว์ป่านานาชนิดของนักท่องเที่ยวที่ นิยมธรรมชาติ

รายละเอียดเพิ่มเติม

กระทิงเขาแผงม้าสามารถไปเที่ยวชมได้ทุกวันตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่กระทิงออกหากินมักเป็น ในช่วงบ่าย และเย็นที่มีโอกาสได้พบเห็นตัวได้มากกว่าเวลาอื่น

การเดินทาง ตามทางหลวงหมายเลข 304  ก่อนถึงตลาด 79 อำเภอวังน้ำเขียว ให้แยกซ้ายที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลวงราชไปอีก 11 กม.จะเห็นป้ายโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ปากทางเข้าทางซ้ายมือ เลี้ยวเข้าไปราว 2 กม.จะถึงสำนักงานฯ ของเขาแผงม้า

ร้านอาหารครัวต้นไทร

ครัวต้นไทร ตั้งอยู่ในซอยไทยสามัคคี เป็นร้านอาหารแสนอร่อยขึ้นชื่อแห่งอำเภอวังน้ำเชียว กับหลากหลายเมนูให้เลือกสรรสำหรับคนรักสุขภาพโดยเฉพาะเมนูเห็ด และผักปลอดสารพิษต่างๆ ในราคาไม่แพง  เมนูแนะนำของที่นี่ได้แก่ น้ำพริกปลาทูเห็ดหอม, ยำสามเห็ด, ไก่ทอดสมุนไพร, ไข่เจียวเห็ดหอม, ต้มยำเห็ดโคน  ทุกเมนูคอนเฟริมรสชาติว่าอร่อยมาก

รายละเอียดเพิ่มเติม

ครัวต้นไทร เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 20.00 น โทร 089-718-7944, 087-376-3670  การเดินทาง จากปากทางเข้าบ้านไทยสามัคคี ตรงมาถึงสามแยกบ้านบุไทรให้เลี้ยวขวาตรงไปอีกประมาณ 3 กม. จะเห็นร้านครัวต้นไทรอยู่ฝั่งขวามือ

6. เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

จุดชมทะเลหมอกขึ้นชื่อจนกลายเป็นสร้อยคำนิยมเรื่อยมาว่า “เขาค้อทะเลหมอก” โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวที่จะเกิดหมอกหนาสุด ด้วยเหตุที่มีอากาศเย็นสบายตลอดปี ผนวกกับธรรมชาติสวยงามคล้ายเมืองในหุบเขาแถบยุโรป เขาค้อจึงเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวยอดนิยมของคู่รักที่นิยมมาเยือนกัน

เขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวมบริเวณเทือกเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ จนอาจพูดได้ว่าเป็นทะเลภูเขา เช่น เขาค้อ เขาย่า เขาใหญ่ เขาตะเคียนโง๊ะ เขาหินตั้งบาตร เขาห้วยทราย เขาอุ้มแพร เป็นต้น มีต้นไม้มีลักษณะแปลกคือ ต้นค้อ ซึ่งเป็นต้นไม้ในตระกูลปาล์ม มีลักษณะต้นและใบคล้ายต้นตาล แต่ออกผลเป็นทะลายคล้ายหมาก ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในบริเวณเขาค้อ สภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี ในอดีต ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๒๔พื้นที่เขาาค้อได้เป็นฐานที่มั่นอันสำคัญยิ่งของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์มาเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี กำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลที่ถูกส่งเข้าปราบปรามกวาดล้างได้เกิดการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน สูญเสียกำลังคน อาวุธ ทรัพยากรของ ชาติมากมายทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ฝ่ายเราได้ดำเนินยุทธวิธีการเมืองนำการทหาร และดำเนินการทางทหาร อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง จนสามารถยึดพื้นที่เขาค้อทั้งหมดได้ คงเหลือไว้แต่ประวัติศาสตร์การสู้รบอันห้าวหาญ วีรกรรมของ วีรบุรุษ ที่ตั้งสถานที่สำคัญในการสู้รบของทั้งสองฝ่าย ร่องรอยของการต่อสู้ที่มีอยู่มากมายเกลื่อนกลาด ไม่ว่าจะเป็นสุสานของทหารกล้า และผู้เสียสละ อนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงผู้จากไปฐานที่มั่น นับเป็นพิพิธภัณฑ์การสู้รบกลางแจ้งที่เตือนใจคนไทยทั้งชาติให้เกิดความสามัคคี กลมเกลียวกันตลอดไป นอกจากนี้เขาค้อยังถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับชมทะเลหมอกที่งดงามโดยเฉพาะในฤดูฝนที่สามารถ พบเห้นทะเลหมอกได้มากที่สุด

กิจกรรมน่าสนใจเมื่อมาถึงเขาค้อ

ชมทะเลหมอก เขาค้อถือว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่งดงามอีกแห่งหนึ่งโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนซึ่งสามารถพบเห็นทะเลหมอกได้ง่ายว่าฤดูหนาว โดยจุดชมทะเลหมอกสามารถชมได้จากหน้าที่พักที่มีโลเคชั่นในการชมทะเลหมอกได้แบบใกล้ชิด สามารถเข้าไปชมรีวิวคลิ๊ก ที่พักเขาค้อใกล้ชิดทะเลหมอก นอกจากนี้ยังมีจุดชมทะเลหมอกยอดนิยม ได้แก่ ไปรษณีย์เขาค้อ ร้านกาแฟบิ๊กคอฟฟี่ ซึ่งมีโอกาสเห้นทะเลหมอกได้ง่ายที่สุด ส่วนจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะ จุดชมวิวทะเลหมอกวัดกองเนียน ร้านกาแฟพีโนลาเต้ และวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จะมีให้เห็นเป็นบางวัน

เที่ยวชมร้านกาแฟเก๋

บนเส้นทางถนนสาย 12 มีร้านกาแฟเก๋ๆ ริมทาง ที่เหมาะสำหรับมาเช็คอินถ่ายภาพ จิบเครื่องดื่มร้านหลาย

Rote12 คลิ๊กชมรีวิว http://www.paiduaykan.com/travel/route12

ร้าน story cup คลิ๊กชมรีวิว http://www.paiduaykan.com/travel/storycup

ร้านพีโน่ลาเต้ คลิ๊กชมรีวิว http://www.paiduaykan.com/travel/pinolatte

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

ตั้งอยู่ ณ บริเวณเนินเขาในหมู่บ้านทางแดง ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาที่สูงใหญ่ซ้อนกันเป็นทิวเขา เรียงราย มีเจดีย์พระธาตุผาแก้ว ตกแต่งด้วยถ้วยกระเบื้อง หินสีต่างๆ ดูงดงามแปลกตาและบริเวณใต้ฐานพระเจดีย์ใช้เป็นที่เก็บ รวบรวมหลักธรรมคำสอน ภาพปริศนาธรรม และเป็นที่เจริญสติภาวนา สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป รวมถึงอุโบสถพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ อันงดงามประกอบด้วย ศาลาพระหยกเขียว เรือนอาคันตุกะ กุฏิสงฆ์ มีกุฏิวิเวกสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมอนุญาติเฉพาะ ผู้ปฏิบัติธรรมให้เป็นพื้นที่วิเวกในการเจริญสติภาวนา ข้อมูลเพิ่มเติม คลิ๊ก วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

พระตำหนักเขาค้อ

พระตำหนักเขาค้อ ตั้งอยู่บนบริเวณเขาย่า ตำบลทุ่งสมอ อำเภอหล่มสัก จุดมุ่งหมายที่สร้างพระตำหนักเขาค้อขึ้นก็เนื่องมาจาก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จ ฯ มาทรงทำพิธีเปิดอนุสรณ์สถานผู้เสียสละที่เขาค้อ ทรงปรารภว่าในขณะนั้นว่าบริเวณเขาย่ามีพื้นที่สวยงาม น่าจะจัดทำโครงการอะไรสักอย่างเพื่ออนุรักษ์ป่า ดังนั้นพระตำหนักเขาค้อ จึงถูกสร้างขึ้น เพื่อนำน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ สำหรับใช้ประทับแรมในโอกาสที่พระองค์ท่านเสด็จ ฯ ตรวจเยี่ยมงานในโครงการพระราชดำริ และทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียง ลักษณะตัวอาคารเขาค้อ เป็น อาคารชั้นเดียวสร้างติดต่อกันเป็นรูปครึ่งวงกลม มีอาคารบางส่วนสร้างเป็นสองชั้นตรงห้องพระบรรทม ระยะทางขึ้นพระตำหนัก ประมาณ ๕ กิโลเมตร จากสามแยกรื่นฤดี ที่ตั้งพระตำหนักอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ ๑,๐๕๐ เมตร

พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ

เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ที่ได้อัญเชิญมาจาก ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2536 สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาส ทรงครองราชย์ 50 ปี และเป็น ที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชน ตลอดนักท่องเที่ยว ในวันสำคัญทางศาสนาจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมกัน ประกอบพิธี ทางศาสนาเป็นประจำ เช่น พิธีเวียนเทียน มีหลวงพ่อทบขนาดเท่าของจริงเกจิอาจารย์ ที่นับถือของชาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ประดิษฐานใกล้กับเจดีย์ บริเวณโดยรอบพระบรมสารีริกธาตุยังเต็มไปด้วยดอกไม้ และพืชเมืองหนาว นา นา พันธุ์ สวยงามยิ่งนัก

ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ)

เป็นจุดหนึ่งที่มองเห็นทิวทัศน์ เป็นฐานสำคัญฐานหนึ่งในการเข้ายึดพื้นที่ ปัจจุบันทางการได้จัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธ เปิดให้คน ได้เข้าชมทุกวัน โดยการนำอาวุธปืนใหญ่ ซากรถถัง และอาวุธที่ใช้สู้รบในการรบที่บนเขาค้อมากมาย รวมทั้งการจัดห้อง บรรยายส รุป แก่ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะด้วย คิดค่าชมคนละ10 บาท การเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 2196 เลยกม. 28 ไปเล็กน้อย แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2323 ไปประมาณ 3 กม. รวมระยะทางประมาณ 31 กม.

อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ

บนยอดสูงสุดของเขาค้อ สร้างขึ้นเพื่อเทอดทูนวีรกรรมของพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ได้พลีชีพในการสู้รบเพื่อปกป้องพื้นที่ใน เขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511-2525โดยสร้างเป็นรูปสามเหลี่ยมเป็นหินอ่อนทั้งหมด หมายถึงการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหาร ฐานอนุสรณ์กว้าง 11 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ.2511 อันเป็นปีที่เริ่ม ปฏิบัติการรุนแรงของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ผกค.) ความสูงจากแท่นบูชาถึงยอดอนุสรณ์สถานสูง 24 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ.2524 อันเป็นปีที่เริ่มยุทธการครั้งใหญ่ ความสูงจากฐานถึงยอดอนุสรณ์สถาน 25 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ.2525 อันเป็นปีสิ้น สุดการรบ ความกว้างฐานสามเหลี่ยมด้านละ 2.6 เมตร หมายถึง ปี พ.ศ.2526 ซึ่งเป็นปีที่สร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ ผนังภายในบันทึก ประวัติอนุสรณ์ผู้เสียสละ และรายชื่อวีรชนผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก

ตั้งอยู่บริเวณบนยอดเขาค้อ ติดกับสำนักสงฆ์วิชมัยบุญญาราม อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ยอดเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย ส่วนราชการ พลเรือน และประชาชนชาวไทย ได้ร่วมจัดสร้างน้อมเกล้าถวาย เพื่อเป็นการ เฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ.2539 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องใน วโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 โดยสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน และทรงประกอบพิธีเปิด เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543  หากใครได้มาเที่ยว เขาค้อควรแวะสักการะพระพุทธรูปภายใน เพื่อเป็นสิริมงคลแต่ตัวเองและครอบครัว ตีระฆังที่เป็นราวแนวยาว บริเวณด้านข้าง พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก อายุจะยืนยาวอีกหลายปี (ต้องตีให้ครบทุกใบ)

ไร่บีเอ็น

จากบ้านแคมป์สน กม.ที่ 100 ( ทางหลวงหมายเลข 12 ) มีทางหลวงหมายเลข 2196 เข้าไปอีก 3 กม. จะเห็นป้ายชี้ทางเข้าไร่ อีก ประมาณ 3 กม. ในบริเวณไร่มีการเพาะปลูกพืชผัก และผลไม้เมืองหนาวนานาชนิด เช่น บรอคเคอรี่ หอมห่อ ฟักแม้ว ผักกาดแก้ว สตรอเบอรี่ ลิ้นจี่ ฯลฯ ดอกไม้ เช่น คาร์เนชัน แกลดิโอลัส แอสเตอร์ ฯลฯและมีการขายผลิตผลหลาก หลายประเภททั้งของ สดและ ของแปรรูป

น้ำตกศรีดิษฐ์

เป็นน้ำตกหินชั้น มีน้ำตกตลอดทั้งปี เคยเป็นที่อยู่ของผกค. มาก่อน มีครกตำข้าวที่ ผกค. สร้างขึ้นโดยใช้พลังน้ำตก และที่นี่เป็นที่ พักผ่อนรับประทานอาหารและเล่นน้ำได้ การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข 2196 ถึงหลักกม.ที่ 17 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 2325 อีกประมาณ 10 กม.แล้วแยกขวาเข้าน้ำตก

การเดินทางไปเขาค้อ

1.รถยนต์ส่วนตัว

ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) ถึงสามยกนางั่ว ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวง หมายเลข 2258 จะผ่านเนินมหัศจรรย์ จุดชมวิวตลาดพืชผลทางการเกษตร จนถึงสี่แยก สะเดาะพง ถ้าตรงไปจะเห็นทางแยกเข้า พระตำหนักเขาค้อ แต่ถ้าเลี้ยวขวา ไปตามทางหลวง หมายเลข 2196 จะผ่านแยกทางขวา เข้าหอสมุด นานาชาติเขาค้อ ตรงไป ถึงสามแยกรื่นฤดี แล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านพิพิธภัณฑ์อาวุธ และอนุสรณ์ผู้เสียสละเขาค้อ เมื่อตรงไปจะผ่าน ที่ว่าการอำเภอเขาค้อ หน่วยราชการต่างๆ และผ่านพระบรมธาตุเจดีย์กานจนาภิเษกและไร่ บี.เอ็น

2.รถประจำทาง

รถสองแถว

จาก อ.เมืองนั่งรถสองแถวสายเพชรบูรณ์-เขาค้อ ค่ารถโดยสารประมาณ 50-60 บาท จะผ่านเนินมหัศจรรย์ จุดชมวิวตลาดพืชผล ทางการเกษตร สามแยกรื่นฤดี หอสมุดนานาชาติเขาค้อ ไปสุดสายที่ตลาดพัฒนาเยื้องที่ว่าการ อำเภอเขาค้อ หากต้องการเที่ยวทั่ว บริเวณเขาค้อ ควรเหมารถสองแถวเที่ยวจะสะดวกกว่า ราคาประมาณ 700-800 บาท/วัน

จาก อ.หล่มสัก-เขาค้อ

นั่งรถสองแถวสายหล่มสัก-แคมป์สน ไปลงที่สามแยกแคมป์สน ค่ารถประมาณ 35-40 บาท แล้วต่อรถสองแถวสายแคมป์สน-เขาค้อ ค่ารถประมาณ 10-20 บาท รถจะผ่านไร่ บี.เอ็น. ไปสุดสายที่ว่าการอำเภอเขาค้อ หากต้องการเที่ยวทั่วบริเวณเขาค้อ ควรเหมา รถสองแถวเที่ยวจะสะดวกกว่า ราคาเหมาประมาณ 700-800 บาท/วัน

การเช่ารถ

สามารถเช่ารถสองแถวได้ที่ตัวเมืองเพชรบูรณ์ (หน้าวัดมหาธาตุ) สามแยกนางั่ว หรือปากทางแคมป์สน กิโลเมตรที่ 100 รถสองแถว จะนำท่องเที่ยวบนเขาค้อ โดยนำชมจุดต่าง ๆ ที่สำคัญ ราคาประมาณ 600-900 บาท (ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง) บรรทุกได้ประมาณ 10-12 คน/คัน

พาหนะที่จะขึ้นเขาค้อ ไม่ควรนำรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ขึ้นเขาค้อเพราะมีทางโค้งมาก ถนนค่อนข้างเล็กเป็นทางลาดชัน ทำให้ยากต่อการบังคับ และไม่ปลอดภัย การเดินทางควรใช้รถเก๋งรถปิคอัพหรือรถตู้ ทำการตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพดี โดยเฉพาะระบบเบรกสภาพยางคลัตซ์

7. ม่อนแจ่ม จ. เชียงใหม่

ม่อนแจ่ม  ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม  ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียงแค่ 40 นาทีเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านม้ง หนองหอย อ.แม่ริม  ม่อนแจ่ม มีอากาศเย็นสบายตลอดปี มีหมอกยามเช้า สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ โดยรอบ มองเห็นทิวเขาสลับกันไปไกลสุดลูกหูลูกตา อีกด้านก็จะเป็นไร่ปลูกพืชต่างๆของโครงการหลวง บนยอดม่อนแจ่มมีพื้นที่ ไม่มากนัก สามารถเดินชได้จนทั่วได้อย่างสบาย  ม่อนแจ่ม อยู่บนสันเขาบริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย เดิมที่บริเวณนี้ชาวบ้าน เรียกว่ากิ่วเสือ เป็นป่ารกร้าง ต่อมาชาวบ้านเข้ามาแผ้วถางและปลูกฝิ่น จนในท้ายที่สุดโครงการหลวงมาขอซื้อพื้นที่เข้า โครงการหลวงหนองหอย เมื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหลวง คุณแจ่ม-แจ่มจรัส สุชีวะ หลานของ ม.จ. ภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้เข้ามา พัฒนาและปรับปรุงบริเวณม่อนแจ่มให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะในลักษณะ ของแค้มปิ้งรีสอร์ท

บน ม่อนแจ่ม สามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตก ด้านหนึ่งมองลงไปจะเห็นทิวทัศน์ทิวทัศน์ของ อ.แม่แตง และอ.แม่ริม เป็นอย่างดี ในวันที่ฟ้าเปิดเป็นใจมาก สามารถมองเห็นไกลถึงดอยหลวงเชียงดาวและขุนเขาเขตในจังหวัดเชียงรายเลยทีเดียว แต่ที่พิเศษยิ่งกว่า นั่นก็คือ ย่ำยามราตรีในคืนเดือนมืด เมื่อแหงนหน้ามองฟ้าที่นี่จะงดงามไปด้วยทะเลดาว เต็มฟากฟ้า เมื่อก้มมองลงไปยังเบื้องล่างจะ เห็นแสงไฟ ที่ส่องสว่างจากทั้งสองอำเภอ

สิ่งที่น่าสนใจซึ่งเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวม่อนแจ่ม คือ ชมวิวสูดอากาศบริสุทธิ์ ชมแปลงพืชผักและ ผลไม้ เมืองหนาว  ที่นี่มีร้านค้า ร้านอาหารไว้คอยให้บริการ นั่งดื่มกาแฟ ทานอาหารชมวิวในกระท่อมไม้ไผ่ ที่อยู่ติดริมเขาได้บรรยากาศมาก

บริเวณใกล้ ๆ ม่อนแจ่ม จะมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอยภายในมีแปลงผักและงานวิจัยผักเมือง หนาว เช่น อาติโช๊ค, แปลงสมุนไพร เลมอนทาร์ม มิ้น คาร์โมมายด์ โรสแมรี่, ไม้ผล เช่น พลัม องุ่นไร้เมล็ด สตรอเบอรี่ หวานฉ่ำ, แปลงผักไฮโดรโพนิค เป็นเทคโนโลยีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เช่น โอ้คลีฟแดง และผักตระกูลสลัด มะเขือเทศดอยคำ ให้ได้ชื่นชม หรือจะไปเดินศึกษาธรรมชาติ ณ ดอยม่อนล่อง ซึ่งเป็นจุดชมวิวชมทะเลหมอก บนหน้าผา 1,460 เมตร มองเห็น ทิวทัศน์ได้กว้าง ชมพรรณไม้และดอกไม้ป่าหลากหลาย แต่ถ้าใครกลัวหลง ที่นี่ก็มีไกด์ท้องถิ่น และมัคคุเทศก์น้อย ของหมู่บ้านชาวเขาบริการ นำเยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวเขา ติดต่อสอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ 053- 939173 , 081-9509767

การเดินทางไปม่อนแจ่ม

1. โดยรถยนต์ส่วนตัว

ม่อนแจ่ม เป็นส่วนหนึ่งของ “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย” อ.แม่ริม ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 40นาทีจากตัวเมือง เชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ตรงไปถึงอำเภอแม่ริมบริเวณ กม. 17 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง หมายเลข 1096 สายแม่ริม-สะเมิง ถึง กม. 15 ให้เลี้ยวขวาที่บ้านโป่งแยกไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ก็ถึงบนสันเขาม่อนแจ่ม

ฤดูกาลที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว คือปลายฝนต้นหนาวและฤดูหนาว ช่วง ปลาย ก.ย. - ก.พ.

8. สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

สังขละบุรี เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองประมาณ 215 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากอำเภอ ทองผาภูมิ 74 กิโลเมตร เมืองชายแดน แห่งนี้ รายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขาอันเขียวขจี มีแม่น้ำซองกาเลียจากต้นกำเนิดในประเทศพม่าไหลพาดผ่าน อำเภอสังขละบุรีหล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำและเชื่อมสัมพันธ์ชนชาติมอญทั้งสองประเทศ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม่น้ำซองกาเลียจึงเป็นชื่อเรียก จากภาษามอญแปลเป็น ไทยว่า“ฝั่งโน้น” แม่น้ำซองกาเลียแบ่งแผ่นดินอำเภอสังขละบุรีออกเป็น สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือตัวอำเภอ ซึ่งรวม สถานที่ราชการและสถานที่พัก สำหรับ นักท่องเที่ยว ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่พูดภาษาไทย ภาคกลางส่วน อีกฝั่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านของชาวมอญทั้งที่ตั้งรกราก มานานนับร้อยปีและเพิ่งอพยพเข้ามาใหม่สังขละบุรีเมืองที่ มีความงามหลากหลาย ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งมอญ กระเหรี่ยง ไทย ลาว พม่า ฯลฯ อำเภอสังขละบุรีมีชาวมอญอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวอำเภอตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า"สามประสบ" คือบริเวณ ที่ลำน้ำสามสาย อันได้แก่ ห้วยซองกะเลีย ห้วยบิคลี่ และห้วยรันตี ไหลมาบรรจบกันเป็นของแม่น้ำแคว เมืองแห่งสายน้ำ ขุนเขา และผืนป่าอันอุดม เมืองที่มีความงาม หลากหลายทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรมพี่น้องต่า เผ่าพันธุ์ ทั้งมอญ กระเหรี่ยง ไทย ลาว พม่า ฯลฯ

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

1.สะพานมอญ

"สะพานไม้อุตตมานุสรณ์" หรือที่ เรียกกันว่า "สะพานมอญ”เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศ  มีความยาวประมาณ ๑ กม.  หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนินการสร้าง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนไทย กะเหรี่ยงและมอญได้สัญจรไปมาหาสู่กันเพื่อเป็นการสร้าง ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามกลุ่มสะพานมอญเป็นจุดท่องเที่ยวที่เรียกว่า กลายเป็นสัญลักษณ์ของสังขละบุรีไปแล้ว นักท่องเที่ยวจะ นิยมเดินชมสะพานเพื่อชมแสงสีทองของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า รวมถึงชมวิถีชีวิตของชาวไทย และมอญที่เดินข้ามไปมาหากันบน สะพานแห่งนี้ค่อนข้างจะคึกคักมากในช่วงเช้า สะพานมอญแห่งนี้บูรณะซ่อมแซมมาหลายครั้ง และครั้งล่าสุดก็ได้รับบูรณะ ครั้งใหญ่อีกครั้งหลังจากที่โดนน้ำซัดเสียหายเมื่อปี 2557

2.เมืองบาดาล

ในอดีตเป็นวัดวังก์วิเวการามเดิมที่หลวงพ่ออุตตมะและชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยง และมอญได้ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อ ปี พ.ศ. 2496 ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำ รันตี ไหลมาบรรจบกัน ต่อมาในปี 2527 มีการก่อสร้าง เขื่อนเขาแหลมทำให้น้ำท่วมตัวอำเภอสังขละบุรี เก่ารวมทั้งวัดนี้ ด้วย หลวงพ่อจึงได้ย้ายมาสร้างวัดมาอยู่บน เนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานาน นับสิบปี ใน ช่วงฤดูแล้งราวเดือนมีนาคม-เมษายน น้ำจะลดจนตัวโบสถ์โผล่พ้นน้ำทั้งหมด สามารถนั่งเรือ และขึ้นไปเดินเที่ยวชมโบสถ์ได้ ท่านสามารถล่องเรือชมบรรยากาศสองริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งจะพบวิถีการดำเนินชีวิตของ ชาวมอญ และเห็น ยอดเจดีย์พุทธคยาระหว่างการล่องเรือ ในช่วงน้ำมาก น้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมด เหลือเพียงยอดของโบสถ์เท่านั้น ที่โผล่ให้เห็น ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่น่าสนใจมีเสน่ห์จนกลายเป็นแหล่ง ท่องเที่ยว Unseen Thailand ในชื่อ เมืองบาดาล

การเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือหางยาวไปเยี่ยมชมเมืองบาลได้จากสะพานไม้มีเรือให้บริการหลายลำราคาลำละ 300 บาท นั่งได้ 5 - 7 คน

3.วัดสมเด็จ(เก่า)

ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเมืองบาดาลเป็นอุโบสถของวัดสมเด็จเก่า ที่ถูกทิ้งร้าง เมื่อคราวย้ายเมืองสังขละบุรี ตอนที่เริ่มมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ ในปัจจุบัน) วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ไม่ได้จมอยู่ใต้น้ำ ภายในอุโบสถมีพระประธานสภาพยังค่อนข้างสมบูรณ์  รอบตัวโบสถ์มีต้นไทรใหญ่ปกคุลมดูขลังและเก่าแก่งดงามยิ่งนัก สามารถเที่ยวต่อหลังจากแวะชมเมืองบาดาลโดยค่าเรือบวกเพิ่มอีก 100 บาท

4.วัดวังก์วิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตะมะ)

ตั้งอยู่ห่างจากตัว จากเจดีย์พุทธคยา ไม่มากนัก มีวิหารริมแม่น้ำ ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามและเป็น ที่จำพรรษาของ หลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกระเหรี่ยง และ พม่า ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เคารพนับถือ จากบริเวณ วัดวังก์วิเวการาม สารีริกธาตุ ประวัติการสร้างวัดวังก์วิเวกการามในปี พ.ศ. 2499 หลวงพ่ออุตตมะร่วมกับชาวบ้านที่เป็นชาวกะเหรี่ยง และชาวมอญได้พร้อมใจกัน สร้างศาลาวัดขึ้น และสร้างเสร็จในเดือน 6 ของปีนั้นเอง แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการ ศาสนา วัดที่สร้างเสร็จ จึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้าน โดยทั่วไปเรียกว่า “ วัดหลวงพ่ออุตตมะ ” ตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ เพราะมีแม่น้ำ 3สายไหลมาบรรจบกัน คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี

สังขละบุรี

5.เจดีย์พุทธคยา

สิ่งน่าสนใจคือ เจดีย์พุทธคยา เป็นเจดีย์องค์ใหญ่ บนยอดเจดีย์ ซึ่งประดับด้วยฉัตรทองคำหนัก 400 บาท เป็นที่ประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุที่หลวงพ่ออุตตมะอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ที่หลวงพ่ออุตตามะให้้สร้างจำลองขึ้น เพื่อบรรจุ พระบรมสารีริกธาติ กระดูกนิ้วหัวแม่มือขวาของพระพุทธเจ้าที่ขนาด เท่าเมล็ดข้าวสาร ไว้เป็นที่ สักการะของพุทธศาสนิกชน เจดีย์แบบพุทธคยา มีลักษณะฐาน เป็น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตุบริเวณใกล้กับ เจดีย์พุทธคยา จำลอง มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้าน จำพวก เครื่องประดับผ้าแป้งพม่า เครื่องไม้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดงานคล้ายวันเกิดหลวงพ่ออุตตมะ ในงานมี กิจกรรมต่างๆประกอบด้วยพิธีกรรม ทางศาสนา การแข่งขันชกมวยคาดเชือก การแสดงของชมรมวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การรำแบบมอญ การรำตงของชาวกะเหรี่ย และ ในงานประชาชนจะพร้อมใจกันแต่งกายตามแบบวัฒนธรรมของชาวไทยรามัญ และจัดเตรียม สำรับ อาหารทูน บนศีรษะไปถวาย พระสงฆ์ที่วัด

6.ตักบาตรยามเช้าชมวิถีชีวิตชาวมอญ

หากข้ามสะพานไม้แห่งนี้ไปก็จะพบกับหมู่บ้านของขาวมอญซึ่งอพยพมาจากอำเภอเย จังหวัดเมาะละแหม่งใน รัฐมอญ ประเทศพม่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 ปัจจุบันชาวบ้านส่วนมาก มีสถานะเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าซึ่งไม่มี บัตรประชาชนไทย ชาวมอญที่นี่มีวิถีชีวิต ที่เรียบง่าย ส่วนใหญ่ เลี้ยงชีพด้วยเกษตรกรรม เช่น ปลูกพืช และทำประมง ชายฝั่ง สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของหมู่บ้านมอญ คือวัฒนธรรม แบบมอญที่ยังคงอยู่และค่อนข้างชัดเจนไม่ได้สูญหายไปกับกาลเวลา ชาวบ้านยังคงแต่งกายแบบมอญมาตักบารตรยามเช้าร่วม กับนักท่องเที่ยว คนที่นี่ยังคงพูดภาษามอญ แต่งกาย แบบชาวมอญ แต่สิ่งที่ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากการแต่งกาย ที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นสาวชาว มอญ อย่างจริงแท้แน่นอน ก็คือ การเทินสิ่งของไว้ บนศีรษะ อย่างชำนิชำนาญ ราวกับของที่เทินอยู่นั้น เป็นส่วน หนึ่งของร่างกาย โดยไม่หวั่นเกรงแรงโน้มถ่วงของโลก ดูแล้วสง่างาม มิใช่น้อย ซึ่งสาว ๆ มักจะมาพร้อมกับใบหน้าที่ทา ด้วยแป้งทะนาคา เครื่องสำอางจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสีขาวนวล บนพวงแก้มเป็นภาพที่ น่าประทับใจเมื่อได้เห็น

การเดินทางไปสังขละบุรี

1. โดยรถยนต์ส่วนตัว

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม ขับมาประมาณ 9 กม.จะพบสะพาน ลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม.ท่านจะพบสี่แยกให้ท่าน เลี้ยว ขวา(แยกซ้ายไปบ้านโป่ง ตรงไปคือถ้ำค้างคาว) เพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยกแก่ง เสี้ยนให้ขับไปทาง อ.ทองผาภูมิ ซึ่งจะผ่านทั้ง ไทรโยคน้อย และไทรโยคใหญ่ ( หลักกิโลเมตรที่ 125 ทางหลวง หมายเลข 323 ) ท่านจะพบสามแยก ( ตรงไปไปอำเภอทองผาภูมิ +เขื่อนเขาแหลม ถ้าเลี้ยวขวาไป อำเภอสังขละบุรี)ให้ท่าน เลี้ยวขวามือไป สังขละบุรี ซึ่งท่านจะผ่าน น้ำตกเกริงกะเวีย+ น้ำตกไดช่องถ่อง ผ่านอช. เขื่อน เขาแหลม เมื่อไปถึงแยก ด่านเจดีย์สามองค์ ท่านไม่ต้องเลี้ยวขวา ให้ขับตรงไป ประมาณ 7 กม. จะพบแยก ซ้ายมือไปสะพานอุตตมานุสรณ์ ขับเข้ามาอีกประมาณ 300 เมตร ก็จะพบสะพานอุตตมานุสรณ์  หากต้องการไป เที่ยววัดวิเววังการามจากแยกด่านเจดี่ย์สามองค์ไม่ต้อง เลี้ยวขวาให้ขับตรงไป ประมาณ 7.4 กม.จะเห็นแยกขวา วัดวังก์วิเวการาม และแยกซ้ายไป เจดีย์พุทธคยา จำลอง ให้เเลี้ยวซ้ายไป ทางเจดีย์พุทธคยา จำลอง

2. โดยรถสาธารณะ

จากสถานีขนส่งสายใต้นั่งรถ  กรุงเทพฯ - กาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยสามารถนั่งรถปรับอากาศ สายกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี แล้วไปลงที่ สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นนั่งรถสายกาญจนบุรี - ทองผาภูมิ - สังขละบุรี(รถไม่มีแอร์ )แล้วไปลงที่ท่ารถสังขละบุรี ใช้เวลาในการเดินทาง จากตัวเมืองถึงสังขละบุรีประมาณ 4ช.ม. จากนั้นต่อรถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ค่ามอเตอร์ไซต์รับจ้าง 10 บาท ไปที่ ซองกาเลีย รีสอร์ท จากนั้นสามารถใช้บริการรถ ของบริษัท เอเซียไทรโยคเดินรถ จำกัด ตั้งอยู่ที่ตัวเมือง

- อัตราค่าโดยสาร รถตู้ปรับอากาศ118 บาท, รถปรับอากาศใหญ่ 151 บาท

- เวลารถ 7.30-16.30 น ทุก 1 ชั่วโมง

- ระยะเวลาเดินทาง ประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที

- จากท่ารถสังขละบุรี นั่งรถมอเตอร์ไซต์ 10 บาท ไปยังที่พัก

รีวิวใกล้เคียง

สวรรค์ใต้ผืนน้ำในวันฟ้าคราม ที่เกาะนางยวน

สิ่งที่ผมตั้งใจไว้อีกอย่างในการกลับมาเยือนเกาะนางยวนครั้งนี้คือการได้มีโอกาสสัมผัสโลกใต้ทะเลที่แห่งนี้ โดยการดำน้ำลึกแบบสกูบ้า ทราบว่าที่นี่มีจุดดำน้ำ...

22 ม.ค. 2553

สบายตา@ ภูผาและลำธาร รีสอร์ท เขาสก...สุราษฎร์ธานี

ผ่านเขาสก....ภูเขาที่คุ้นเคยในการขับรถมากมาย เพราะขับรถแถวๆนี้มาก็หลายปี....ผ่านมาก็หลายทีกลับไม่เคยได้แวะเข้ามา \"ภูผาและลำธาร รีสอร์ท\" สั...

3 ก.ค. 2556

ไปเติมเต็มฝันกับรีสอร์ทในฝัน...ที่ภูผาและลำธาร ...เขาสก สุราษฎร์ธานี

รีสอร์ทในฝันภูผาและลำธาร มาดูภาพบรรยากาศของรีสอร์ทในวันฟ้าใสๆ กันคะ ที่รีสอร์ทมีดอกไม้สวยๆ และผีเสื้อหลากหลายชนิดมาดอมดมและกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้...

7 ก.ค. 2553